วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เครือญาติของตระกูลไกรสินธุ์ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๖

เรียน ญาติพี่น้องทุกท่านที่ใช้นามสกุล "ไกรสินธุ์"

ผมได้รวบรวมความเป็นมาของเครือญาติที่ใช้นามสกุลเรา ในการนี้ญาติพี่น้องหลายท่านได้ช่วยเหลือเก็บรวบรวมข้อมูลส่งมามาให้ผม ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี ยังมีรายละเอียดที่ไม่ครบถ้วน หรือผิดพลาดอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ผมจึงขอเชิญทุกท่านได้ช่วยกันเขียนแสดงความคิดเห็นว่าจะให้ผมเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขตรงไหนอย่างไรบ้าง อันดับแรกคุณผู้อ่านโปรดหาชื่อของคุณให้พบก่อน แล้วตรวจดูว่าต้องการให้ผมแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง แล้วบันทึกไว้ในช่องแสดงความคิดเห็นหรือส่งอีเมลไปบอกผม อันดับต่อไป ช่วยหาชื่อของญาติพี่น้องที่คุณรู้จักดี ตรวจดูรายละเอียดว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไร แล้วช่วยบันทึกไว้ในช่องแสดงความคิดเห็นหรือส่งอีเมลไปบอกผม อีกทั้งโปรดเขียนบอกรายละเอียดที่ผมจะติดต่อกับคุณได้ทางจดหมายหรืออีเมล และโปรดบอกว่าคุณเกี่ยวพันกับตระกูลเราอย่างไร เช่นบอกว่าคุณเป็นลูกใครหลานใครเป็นต้น ตัวผมเองเป็นลูกพ่อยุทธ แม่มี ไกรสินธุ์ ปู่ชื่อใจ ผมเกิดที่บ้านนกร้อง ต.เสวียด ตอนนี้อยู่เมือง Kingman, Arizona, USA ขอให้ทุกท่านได้ช่วยกันมีส่วนร่วมในการจัดทำเอกสารรายละเอียดของตระกูลเราให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ขอขอบคุณทุกท่าน


สนิท ไกรสินธุ์

*************************************


เครือญาติของตระกูลไกรสินธุ์


หมายเหตุ...ที่มาของเอกสารนี้


๑.นายรัตน์ ไกรสินธุ์ ได้บันทึกตามคำบอกเล่าของนางละเมียด วิมล ผู้เป็นพี่สาวที่บ้านทุ่งเตา เมื่อวันเสาร์ที่๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ บางตอนได้บันทึกจากคำบอกเล่าของนายทอง ไกรสินธุ์ ...สำหรับครอบครัวของนายจรูญ นางเทื้อม ไกรสินธุ์ ผู้เขียนบันทึกคือนายกุณฑล ไกรสินธุ์ ผู้เป็นลูกชาย
๒.พล.รท.อรุณ ไกรสินธุ์ ได้บันทึกตามคำบอกเล่าของนายทอง นางเนื่อม ไกรสินธุ์ รวมทั้งจากความทรงจำของตัวของเขาเอง
๓.สนิท ไกรสินธุ์ ผู้รวบรวมและพิมพ์เอกสารนี้ ได้ปรับปรุงข้อความที่ได้รับมาจากหมายเหตุ ๑ และ ๒เป็นบางส่วน เพื่อให้รายละเอียดสอดคล้องกันได้ แต่รายละเอียดส่วนใหญ่ยังเป็นของผู้บันทึกที่ได้ส่งมา
๔.ละไม ไกรสินธุ์(หลานพ่อยุทธ) ได้เยี่ยมพระครูพิพัฒน์โพธิกิจ ตามคำบอกเล่าของพล.รท.อรุณ ...พระครูพิพัฒน์ได้บันทึกรายการในครอบครัวของท่านให้ (ดูขุนไกร+ยายเหนียง ..ลูกลำดับที่ ๓ ปู่นิล ไกรสินธุ์)
๕.สมบุญ นาคมิตร ได้ส่งรายละเอียดของอาเจ้าบ่าย และอานึก(ไกรสินธุ์)นาคมิตร มาให้
๖.กุณฑล ไกรสินธุ์ (หลานพ่อยุทธ) ได้ส่งบันทึกคำบอกเล่าของพ่อยุทธ เกี่ยวกับโปชู และขุนศรเกษตรศึกษากรมาให้ รายละเอียดเพิ่มเติมและแตกต่างจากคำบอกเล่าของพี่เมียด(๑) และของอาทอง(๒)ไปบ้าง
๗.ภควัตร ไกรสินธุ์ (ลูกชายของเสือแดงหรือ หลานอาเจ้ามาก) ได้ส่งบันทึกในสายของอาเจ้ามาก และในสายของอาขำ อาขึมมาให้ เข้าใจว่าเสือแดงเป็นคนเขียนบันทึกในสายของอาเจ้ามาก ส่วนในสายของอาขำและอาขึมผู้บันทึกอาจจะเป็นน้องเจ้าคอง ลูกชายอาขึม หากผู้รวมรวมเข้าใจผิดพลาด โปรดบอก
๘ เรวดี ไกรสินธุ์ (ลูกสาวคนที่ ๖ ของมงคล ไกรสินธุ์)ได้ส่งอีเมลรายงานตัวมายังผู้รวบรวมและได้ให้รายละเอียดในสายของลุงเพชร ไกรสินธุ์ ซึ่งผู้อ่านจะได้ทราบรายละเอียดในเอกสารนี้
๙. สมเกียรติ ไกรสินธุ์ (ลูกชายคนที่ ๔ ของโกมล ไกรสินธุ์) ได้ให้รายละเอียดลูกทั้ง ๔คน ของโกมล+นางจิ้น ไกรสินธุ์
๑๐.วรพจน์ ไกรสินธุ์ (ลูกชายคนที่๒ของอุบล ไกรสินธุ์ หรือหลานของอารื่น(พี่รื่น) หรือเหลนของปู่นิล) ได้ให้รายละเอียดพี่และน้องของเขา
๑๑. ไปรยา ไกรสินธุ์ (เหลนของทวดหรุ่น หรือรุ่น ไกรสินธุ์ หลานของปู่สุรินทร์ ไกรสินธุ์ ลูกของพ่อสกนธ์ ไกรสินธุ์) ได้ให้รายละเอียดในสายของพี่รุ่นหรือหรุ่น ซึ่งเป็นลูกคนที่๒ ของปู่นิลและย่าปุก บ้านชายท่า ต.เสวียด
๑๒.อาจารย์พินิจ พันธ์ชื่น น้องของพี่เนียบผู้เป็นภรรยาของพี่หลวงเยิ้ม ได้ส่งรายละเอียดของลูกๆของพีหลวงเยิ้มและพี่หลวงยอดมาให้...ขอบคุณครับ
๑๓.ผู้ไม่ระบุชื่อ ได้ส่งรายละเอียดลูกหลานของ นายเอือบ -นางเหิง เขียวนาวะมาให้...ขอบคุณครับ
๑๔. ธีรยุทธ ไกรสิทธิ์ ผู้เป็นหลานของพี่ลับ หรือเหลนของลุงเพชร ได้ส่งชื่อลูกทั้ง ๘คนของ พี่ลับ-พี่เอี้ยมมาให้...ขอบคุณครับ
๑๕. หลานโสรยา(ซี) ซึ่งเป็นหลานของพี่นวล ผู้เป็นลูกของลุงพัฒน์ ได้ส่งรายละเอียดบางส่วนเกียวกับลูกหลานของพี่นวลมาให้ ...ขอบคุณครับ
๑๖. หลานนันทิชา(แนน) เป็นลูกของหลานเนชรา(เน) ไกรสินธุ์ พ่อชื่อประชา(ชา) จำเนียร ) ปู่ชื่อนวล ทวดชื่อพัฒน์ ไกรสินธุ์ ได้ส่งรายละเอียดของลูกหลานพี่นวลมาให้...ขอบคุณครับ
๑๗. หลานกรรชลีย์ (ไกรสินธุ์) ยั่งยืน ลูกสาวของน้องเอื้อพรรณ์ (ไกรสินธุ์) เรืองศรี ได้ส่งรายละเอียดในสายของน้องเอื้อพรรณ์มาให้....ขอบคุณครับ
๑๘.หลานณัฐวุฒิ ไกรสินธุ์ หลานของลุงพัฒน์ ป้าแช่ม ได้ส่งรายละเอียดในสายของพี่ตึ้ง(ประพันธ์)มาให้...ขอบคุณครับ
๑๙. หลานธัญญลักษณ์(แหม่ม) ขุนไชยรักษ์ ลูกสาวน้องเขิม(ตาย)และน้องไพ ได้ส่งรายละเอียดในสายของย่าเพียร (ไกรสินธุ์) กล่อมนรา จากการสอบถามหลานบุญรอง(ลูกย่าเพียร)มาให้...ขอบคุณครับ
๒๐. หลานยมาภรณ์ ผู้เป็นหลานของน้องเงื่อม ได้ส่งรายละเอียดในสายของน้องเงื่อมมาให้ ขอบคุณครับ ...รายละเอียดก่อนนี้ได้จากการพูดคุยกับหลานแอน ศรีสมซึ่งบกพร่องไปบ้าง
๒๑. หลานณัฐวุฒิ ลูกพี่ประพันธ์(ตึ้ง) ได้สอบถามและส่งบันทึกรายละเอียดในสายของปู่ผั้ง คืออาคลายและอาหงวน...ขอบคุณครับ
๒๒. หลานวัชรินทร์ ไกรสินธุ์ ลูกชายของหลานโกมล ได้สอบถามอาทอง ไกรสินธุ์ และบันทึกข้อความเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไกรวงศ์
๒๓. หลานสุดารัตน์ พัฒน์ชนะ หลานของพี่ชู ได้ส่งรายละเอียดในสายของพี่ชูมาให้...ขอบคุณครับ
๒๔.หลานทัศนีย์ กลางรักษ์ ลูกของหลานสมศรี หรือหลานของอาทอง ไกรสินธุ์ ได้ส่งรายละเอียดในสายของอาทองมาให้...ขอบคุณครับ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ใครเป็นต้นตระกูลไกรสินธุ์
(นี่เป็นคำบอกเล่าของพี่เมียด วิมล และของอาทอง ไกรสินธุ์) ผู้จดข้อความคือ รัตน์ ไกรสินธุ์ และพล รท.อรุณ ไกรสินธุ์


ตระกูลไกรสินธุ์ เริ่มต้นมาจากอำเภอคีรีรัฐนิคม พี่เมียดเล่าว่า แต่เดิมทีเท่าที่จำกันได้นั้น มีพี่น้อง ๒คนเป็นชายทั้งคู่ ผู้เป็นพี่ชื่อตาขุนเศรษ ผู้เป็นน้องชื่อตาขุนไกร .... แต่ตามบันทึกของพล.รท.อรุณ ตาขุนเศรษ(ฐ)และตาขุนไกรเป็นคนๆเดียวกัน หาใช่พี่และน้องกันไม่ บันทึกของพล.รท.อรุณมีดังนี้...ตระกูล"ไกร"มีด้วยกัน ๔ ตระกูล เริ่มต้นมาจากนายชู นายชูนี้ได้ช้างเผือกมา ต้องนำไปถวายให้เป็นทรัพย์ของแผ่นดินที่มณฑลชุมพร ผู้รับช้างเผือกคือผู้ว่าราชการมณฑลต่างพระเนตรพระกรรณในขณะนั้น ก็คือราวปลายสมัยรัชกาลที่๕ นายชู(ทวดชู)ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนเศรฐ" แต่คำว่า"ขุนเศรฐ"หรือ "ขุนเศษ"ฟังแล้วไม่เป็นมงคล จึงให้เปลี่ยนเป็น"ขุนไกร"ตั้งแต่นั้นมา ขุนไกร(หรือทวดชู หรือขุนเศรฐหรือขุนเศรษ)มีภรรยาหลายคน(อย่างน้อย ๔คน) การได้รับพระราชทานให้มีนามสกุล เริ่มมีเมื่อต้นรัชกาลที่ ๖ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๖ ลูกชายคนโตของขุนไกรจากแม่ทั้ง๔เป็นผู้ไปขอ ในเมื่อขุนไกรมีภรรยา ๔คน ขุนไกรจึงเป็นต้นตระกูลถึง ๔ ตระกูล ดังนี้


ตระกูล"ไกรสินธุ์"...มาจากภรรยาคนหนึ่งของขุนไกรที่ชื่อ"เหนียง" คนไปขอนามสกุลคงเป็นลูกชายคนโตชื่อใจ ขอใช้นามสกุลว่า"ไกรสิน" แต่เจ้าหน้าที่เขียนว่า "ไกรสินธุ์" คงเพื่อเพราะความสวยงาม


ตระกูล"ไกรวงศ์"...มาจากภรรยาอีกคนหนึ่งของขุนไกร ชื่ออะไรไม่มีใครจำได้ แต่ลูกชายชื่อ"วงศ์"เป็นคนไปขอนามสกุล ขอใช้ว่า "ไกรวงศ์" (พตท.มาโนช ไกรวงศ์ ย่าฟอง ไกรวงศ์ กำนันวิลาศ ไกรวงศ์ ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐ)

นี่เป็นความรู้ใหม่เกี่ยวกับตระกูลไกรวงศ์...หลานวัชรินทร์ ไกรสินธุ์ ได้สอบถามอาทอง คนแก่ที่สุดฝ่ายไกรสินธุ์ที่ยังเหลืออยู่ ความว่าดังนี้..."ถือโอกาสสอบถามเรื่องตระกุลไกรสินธุ์กับไกรวงศ์ ได้ทราบว่าตั้งแต่เริ่มเป็นพี่น้องแท้ๆกัน แต่ทางไกรสินธุ์เป็นพี่ เมื่อถึงตอนมีนามสกุล ขุนไกร ได้รับนามสกุลว่า ไกรสินธุ์ เนื่องจากมีบบรดาศักดิ์ขุนไกร และมีฐานะ และ ทางน้องชายขอใช้นามสกุลไห้มีไกรด้วย แต่ใช้เป็นไกรวงศ์ ครับ"


หมายความว่า...ขุนไกรฯผู้เป็นต้นกำเนิดไกรสินธุ์มีน้องชายชื่อ วงศ์(อยู่น้ำหัก) เมื่อขุนไกรฯได้ตั้งนามสกุลไกรสินธุ์ขึ้นแล้ว น้องชายก็ตั้งนามสกุลให้คล้ายๆกันเรียกว่าตระกูลไกรวงศ์...ผู้บันทึกอยากจะรู้ต่อไปว่า น้องชายของขุนไกรฯคนนี้ชื่ออะไร มีภรรยาชื่ออะไร และมีลูกหลานชื่ออะไรกันบ้าง เพื่อจะเป็นหลักฐานการเกี่ยวพันทางสายเลือดกับผู้ใช้นามสกุลไกรวงศ์ในปัจจุบัน



ตระกูล"ไกรมาศ"...มาจากภรรยาอีกคนหนึ่งของขุนไกร ชื่ออะไรไม่มีใครจำได้ แต่ลูกชายชื่อ "มาด"หรือ "มาศ" ขอใช้นามสกุลว่า "ไกรมาศ"(อาหลวงเจิม ไกรมาศ บางงอน ย่าพิน อาเฟื้อง อาฟื้น ไกรมาศ ต.น้ำหัก) ตระกูล"ไกรเชนทร์"..มาจากภรรยาอีกคนหนึ่งของขุนไกร ชื่ออะไรไม่มีใครจำได้ แต่ลูกชายชื่อ"เชน" หรือ"เชนทร์" ขอใช้นามสกุลว่า "ไกรเชนทร์"


ข้างล่างเป็นบันทึกของกุณฑล ไกรสินธุ์ ผู้เป็นหลานของพ่อยุทธ...นี่เป็นคำบอกเล่าของพ่อยุทธ ไกรสินธุ์)


พ่อยุทธเล่าว่า "โปชูเป็นกำนันและเลี้ยงช้าง มีอยู่ตัวหนึ่งชื่อว่าพังแหมะ " ตอนพ่อยุทธเต็มบาว แหมะแก่แล้ว แต่พ่อยุทธทันได้ขี่คอ..."แหมะมันรู้สาเหมือนคน มันรักพ่อใจมาก มีอยู่คราวหนึ่ง พ่อใจพาแหมะไปกินซังข้าวใต้ต้นโหนด ต้นที่พ่อใจแกทำน้ำหวานเมาห้อยหน้าไว้ พ่อใจขึ้นตาลเอาน้ำหวานเมาลงมากิน กินมากจนเมานอนหลับในนาใต้ต้นโหนด แหมะได้อุ้มพ่อใจด้วยงวง แล้วพาพ่อใจมาส่งถึงเรือน มันวางพ่อใจบนพาไลบ้าน... แหมะเป็นช้างเหมียมีงาไม่ยาวมากเหมือนช้างพลาย เขาเรียกกันว่าเรียกว่าแหนง"

พ่อยุทธเล่าต่อว่า "พังแหมะเกิดลูกเป็นเผือกตัวหนึ่ง ทีแรกไม่มีใครรู้ เพราะแหมะคอยเอาดินเอาโคลนทาลูกของมันอยู่เสมอ เหมือนกับว่ามันไม่อยากให้ใครรู้ว่าลูกของมันเป็นช้างเผือก"..."แต่แหมะไม่สามารถปกปิดความจริงได้ตลอด วันหนึ่งโปชูเกิดรู้เข้า ว่าลูกของแหมะเป็นช้างเผือก ตามตำราคชลักษณ์ ช้างเผือกเป็นช้างคู่บุญญาบารมีของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ไพร่ฟ้าสามัญบุญไม่พอที่จะครอบครอง โปชูจึงได้นำช้างเผือกเชือกนั้นไปทูลเกล้าถวายในหลวงรัชกาลที่๕ โดยผู้ว่าการมณฑลชุมพรเป็นผู้รับ และเป็นผู้นำไปน้อมเกล้าถวายในหลวงที่บางกอกอีกทอดหนึ่ง ด้วยเหตุนี้โปชูจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนามเป็นการตอบแทน" "ขุนไกรสินธุเศรษฐุ์ คือยศที่ในหลวงพระราชทานมาให้ แต่คนบ้านเราทั่วไปเรียกโปชูกันสั้นๆว่า ขุนไกรมั่ง ขุนเศรษฐุ์มั่ง...


ทีนี้พอถึงสมัยรัชกาลที่๖ ทางการได้ประกาศให้มีการตั้งนามสกุลเพื่อจะได้รู้ว่าใครเป็นลูกใครหลานใคร พ่อใจซึ่งเป็นลูกชายคนโตของโปชูจึงไปขอใช้นามสกุลว่า...ไกรสินธุ์...ตามราชทินนามของโปชู จึงนับว่าโปชูเป็นต้นนามสกุล ไกรสินธุ์"

พอถึงตรงนี้แม่มี (ทิมเกต) ไกรสินธุ์เสริมว่า "โปชูมีเมียหลายคนไม่ใช่หรือ ลูกแม่อื่นๆที่ไม่ใช่ลูกของย่าเหนียงไม่ใช้นามสกุลไกรสินธุ์ไม่ใช่หรือ" พ่อยุทธว่า "จริงแหละ ยังมีนามสกุลไกรวงศ์ ไกรมาศ และไกรเชนทร์อีก แต่ประวัติเลือนไปเสียแล้ว"... พ่อยุทธเล่าต่อไปว่า "โปชูมีลูกกับย่าเหนียง ๖คน เป็นชาย ๔ หญิง ๒ พ่อใจเป็นคนแรก ถัดมาชื่อผั้ง นิล แล้วเป็นหญิงชื่อเพียร ชื่อพิน และสุดท้องชื่อปาน"


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ต่อไปนี้จะกล่าวแต่เฉพาะ"ตระกูลไกรสินธุ์" ซึ่งมีที่มาจากขุนไกร+ยายเหนียง บ้านที่เกิดของลูกๆแต่ละคนอยู่ที่ตำบลไหนไม่ทราบแน่ชัด แต่ผู้รวบรวมเข้าใจว่าคงเป็นตำบลเสวียด เพราะลูกๆหลายคนตั้งหลักฐานอยู่ที่ตำบลเสวียด


ขุนไกร(ชู)+ยายเหนียง
มีลูก ๖คน ชาย ๔หญิง ๒ ตามลำดับ คือ.... ๑.ปู่ใจ ๒.ปู่ผั้ง ๓.ปู่นิล ๔.ย่าเพียร ๕.ย่าพิน ๖.ปู่ปาน
(ขุนไกร+ยายเหนียง )ลูกลำดับที่ ๑ ปู่ใจ ไกรสินธุ์
มีภรรยา ๓ คน ตามลำดับคือ ๑.ย่าช่วย ๒.ย่าคุ้ม ๓.ย่าชู
๑.ปู่ใจ+ย่าช่วย
มีลูกคือลุงหลวงช้อย อยู่บ้านกลาง นายรัตน์ ไกรสินธุ์ ลูกของพ่อยุทธพอจะจำได้ว่า เขาเคยไปกินแตงจีนแตงไทยที่ไร่ของลุงหลวงช้อยที่นายหัน ลุงหลวงช้อยมีลูกชาย ๑คนชื่อบวย เป็นครูสอนวัดประตูใหญ่ อายุ ๒๐ กว่าๆก็ตายไป ขณะที่นายรัตน์กำลังเรียนอยู่ที่นั่น ตอนนั้นคงไม่มีการใช้นามสกุลกัน หรือถ้าใช้ "ไกรสินธุ์" บวยตายไปก่อนมีเมีย ตระกูลก็ขาด
๒.ปู่ใจ+ย่าคุ้ม
อาทอง ไกรสินธุ์บอกว่าย่าคุ้มไม่ใช่ชาวเสวียดแต่มาจากไหนไม่ทราบ ปู่ใจและย่าคุ้มอยู่บ้านกลาง ต.เสวียด ปู่ใจตายก่อนย่าคุ้ม หลังจากย่าคุ้มตาย บ้านนี้ตกเป็นสมบัติของนางเขียน (ไกรสินธุ์) ขุนไชยรักษ์ ผู้เป็นลูกสาว ปัจจุบันบ้านนี้เป็นเรือนร้าง หรือมีหลานเหลนคนใดอยู่ไม่ทราบแน่

ปู่ใจและย่าคุ้มมีลูกเป็นชาย ๕คน หญิง ๓ คน ดังนี้ ๑.ป้าทรัพย์... โมถ่าย ๒.ลุงเพชร...โมถ่าย ๓.ป้าศีล....บ้านกลาง ๔.ลุงพัฒน์...บ้านกลาง ๕.พ่อยุทธ...บ้านนกร้อง ๖.อาเขียน...บ้านกลาง ๗.อาไข(มี)...บ้านชายวัด ๘.อาเจ้ามาก...บ้านชายวัด
...........................................................................


(ใจ+คุ้ม)ลูกลำดับที่๑.ป้าทรัพย์+ลุงยง เวชเตง บ้านอยู่โมถ่าย
มีลูกชาย ๒คน พี่เยิ้ม พี่ยอด(ตาย)
พี่เยิ้ม(ภาพข้างล่าง)+พี่เนียบ มีลูกสาว ๕ คน ดังนี้ ๑. เยาวนีย์ ทิพย์สิริ ชื่อเล่น สังวาล มีบุตร ๒ คน มีหลาน ๒ คน ๒. กัลยา สงเคราะห์ ชื่อเล่น หยอย หรือ ตาดำ มีครอบครัวอยู่ระนอง ๓. บุญสนอง ตรีรัตนคุปต์ ชื่อเล่น สาวหีด ๔. อนงค์ ภูมิไชยา ชื่อเล่น นง อยู่บ้านเดิม มีบุตรสาว ๒ คน ๕. ทรงศรี วงศ์สุวรรณ ชื่อเล่น ศรี มีลูก ๒ คน ชาย-หญิง






พี่ยอด +พี่มณี อยู่บ้านท่าหัก ตายแล้วทั้ง ๒ คน พี่หลวงยอดได้เปลี่ยนนามสกุลเป็น เวชวิโรจน์ มีลูกชาย ๑ คน ลูกหญิง ๒ คน ๑.นิวัติน์ เวชวิโรจน์ มีลูกชาย ๑คน ลูกหญิง ๑ คน ลูกสาวจบป.โท ธรรมศาสตร์ กำลังจะเข้าเรียนต่อ ป.เอกที่จุฬา ๒.ทัศนา ...จบครูจากจันทรเกษม ๓.แอว ...อยู่บ้านท่าหัก เป็นเถ้าแก่เนี้ย รับซื้อ ขายยางที่บ้าน เป็นธุรกิจใหญ่โต






..........................................................................


(ใจ+คุ้ม)ลูกลำดับที่๒.ลุงเพชร+ป้าสร้อย....อยู่บ้านป่าอ้อย โมถ่าย
มีลูก๕คน ลูกๆที่โมถ่ายใช้นามสกุล "ไกรสิทธิ์" เพราะไปเขียนผิดไว้ที่ว่าการอำเภอ


๑.พี่ล้อม ไกรสินธุ์ บ้านอยู่ไชยา(ตาย) ๒.พี่ลับ ไกรสิทธิ์ โมถ่าย(ยังอยู่) ใช้นามสกุล ไกรสิทธิ์ รวมทั้งคนอื่นๆที่อยู่ตำบลโมถ่าย ๓.พี่รับ ไกรสิทธิ์ โมถ่าย(ยังอยู่) ๔.พี่เรียง ไกรสิทธิ์ โมถ่าย (ตาย) ๕.พี่เอียด ไกรสิทธิ์ โมถ่าย (ยังอยู่)
.......................................................................................


ลุงเพชร+ป้าสร้อย ลูกลำดับที่๑ พี่ล้อม +พี่เรือน (ภรรยาคนที่๑) ไกรสินธุ์ มีลูก ๒คน ชื่อลาภ(ญ) และเยิ้ม(ช)


ลุงเพชร+ป้าสร้อย ลูกลำดับที่๑ พี่ล้อม+พี่เบี้ยว(ภรรยาคนที่๒) ไกรสินธุ์ บ้านอยู่ไชยา เดิมอยู่บ้านเสวียด ต.เสวียด มีลูกชาย ๓คนดังนี้
พี่ล้อม+พี่เบี้ยว ลูกคนที่๑ นายมงคล+นางปราณี ไกรสินธุ์ มีลูก ๗ คนดังนี้(ภาพครอบครัว)
๑.นายมนตรี (ไขเล็ด)+นางสาวไกรสินธุ์ มีลูกชาย ๒คนชื่อขวด และเบียร์
๒.นางมีศรี (เขียว)+เจ้ายัณห์ อินทวิเศษ อยู่ต.ปากฉลุย มีลูกสาว ๓คนชื่อ ฝน ตาล เตย ต่อมาสายัณห์ตาย มีศรีมีแฟนใหม่ชื่อค้ำ มีลูกสาว ๑ คนชื่อนุ๊ก
๓.นายเมธี(เจ้าคุ้ย)+นกไส้ ไกรสินธุ์ มีลูกสาว ๑คนชื่อลูกหมีหรือสุทัตตา ไกรสินธุ์
๔.นางราตรี (เหมียหีด)+เจ้าแดง ชูศรี อยู่ต.เสวียด มีลูกชาย ๓คน ชื่อ ปอ เปี้ยว ปลื้ม
๕.นายสิงหา (ไขดำ)+ตาดำไกรสินธุ์ มีลูกชาย ๑หญิง ๑ชื่อ แนน และนาย
๖.น.ส.เรวดี ไกรสินธุ์ เรียนจบ ม.ราม คณะบริหาร สาขาการเงินและธนาคาร ทำงานออฟฟิศ กทม.
๗.น.ส.จีระนันท์ ไกรสินธุ์ เรียนจบนิติศาสตร์ ม.ราม กำลังเรียนเนติบัณฑิต

พี่ล้อม+พี่เบี้ยว ลูกคนที่๒ โกมล+นางจิ้นไกรสินธุ์ มีลูก ๔คน ชาย ๓ หญิง๑
๑.นางวราภรณ์ คงหน่วย แต่งงานกับนายกฤษณะ คงหน่วย อยู่ ต.เสวียด
๒.นายไพรัตน์ ไกรสินธุ์ มีครอบครัวแล้ว ทำสวน อยู่ ต.เสวียด
๓.นายวัชรินทร์ ไกรสินธุ์ ทำงานโรงงานน้ำมันปาล์ม บ้านนกร้อง ต.เสวียด
๔.นายสมเกียรติ ไกรสินธุ์ Programmer อยู่ กทม.

พี่ล้อม+พี่เบี้ยว ลูกคนที่ ๓ โกเมน+ตับแกไกรสินธุ์ มีลูกสาว ๓ คน
๑. ขวัญใจ ไกรสินธุ์ (แต่งงานแล้ว) เป็นพยาบาล อยู่เกาะสมุย
๒. แมว
๓. เมย์

















ลุงเพชร+ป้าสร้อย ลูกลำดับที่๒ พี่ลับ(ภาพข้างบน)+พี่เอี้ยม ไกรสิทธิ์ มีลูก ๘คน
๑.นางเรียบ (เรียบ) ไกรสิทธิ์
๒.นางบุญชา (ชา) ไกรสิทธิ์
๓.นายปราณี (ถึก) ไกรสิทธิ์ (ตาย) ภรรยาชื่อไร (ตาย)ที มีลูกชายชื่อ ธีรยุทธ(ต้ม)
๔.นางปราณี (อ้วน) ไกรสิทธิ์ อยู่ระนอง
๕.นาย........(เถิ้ง) ไกรสิทธิ์
๖. นายชูเนตร (ถ้าง) ไกรสิทธิ์
๗.นางอำไพ (เหมีย) ไกรสิทธิ์ (ตาย)
๘.นางอำพัน (หอย) ไกรสิทธิ์ สามีชื่อบรรจบ จันทร์เรือง เป็นอบต.ปากฉลุย มีลูก ๒คน คนแรกชื่อมนัสนันท์(จี๊ด) อยู่ระนอง คนที่๒ ชื่อวรวิทย์(โจ) เรียน วค.

ลุงเพชร+ป้าสร้อย ลูกลำดับที่ ๓ พี่รับ ไกรสิทธิ์ (หญิง)+พี่แผ้ว .....มีลูก ๕คน ดังนี้
๑.เผิด ช.(ตาย) ๒.ลุ้ย ช.(ตาย) ๓.มุ้ย ญ. ๔.ไข ช.(ตาย) ๕.เขียว ญ.

ลุงเพชร+ป้าสร้อย ลูกลำดับที่๔ พี่เรียง(ชาย)+นางบุญ ไกรสิทธิ์ มีลูก ๗คน ดังนี้
๑.ดำ ช. ๒.แมว ญ. ๓.เข้ง ช.๔. โน ช. ๕.ศักดิ์ ช.๖.หมี ช. ๗.บัว ญ.

ลุงเพชร+ป้าสร้อย ลูกลำดับที่๕ พี่เอียด+พี่คอง มีลูก ๖คนดังนี้ ๑.เลียง ช.๒.ลี ญ.๓.แหลง ช. ๔.ธรรม ช. ๕. เหลียง ญ. ๖.แหล้ม ญ
.......................................................................

ใจ+คุ้ม)ลูกลำดับที่๓.ป้าศีล+....อยู่บ้านกลาง (อยากได้ชื่อของสามีของป้าศีล) มีลูกหญิง ๒คน
๑.พี่เช้าเมียกำนันซ้อน ตายแล้วทั้ง ๒คน มีลูกชายยังอยู่คือท่านเซื่อน เป็นพระอยู่ในป่าระหว่างโมถ่ยและไชยา
๒.พี่สร้อย (ยังอยู่)สามีคือครูเคลื่อน(ตาย)มีลูกชาย ๒คน สาครและสำคัญ(อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม)

.......................................................................

(ใจ+คุ้ม)ลูกลำดับที่๔.ลุงพัฒน์+ป้าแช่ม..อยู่บ้านกลาง มีลูก ๘คนดังนี้
๑.พี่เพื่อน...บ้านชายท่า(หญิง..ตาย)
๒.พี่เพิ่ม...บ้านกลาง มีลูก ๑คนชื่อมานิต(ยังอยู่)
๓.พี่เพียบ...บางงอน(ยังอยู่) มีลูกสาวคนหนึ่งชื่อจินดา มีสามีชื่อสุเมน (ศรเกษตริน) ไกรสินธุ์ มีลูกชายชื่อฉัตรชัย(บอล) ไกรสินธุ์
๔.พี่ภาส...บ้านชายวัด(ยังอยู่)
๕.พี่นวล..เหียง(ตาย) +พี่พริ้ม(เหย้ง) อยู่บ้านเหียง ต.เสวียด

(ลุงพัฒน์+ป้าแช่ม) ลูกลำดับที่๕ พี่นวล+พี่พริ้ม มีลูก ๖ คนดังนี้
๑.นายชำนาญ(ตุ้ย) ไกรสินธุ์ ภรรยาชื่อมณฑา มีลูก ๒ คน(ต้องการรายละเอียด)
๒.นางเนาวรัตน์(ฉ้ง) ไกรสินธุ์ สามีชื่อ ด.ต.สุกิจ(กิจ) ประทุมสุวรรณ มีลูก ๒ คน คือ นส.ปัทมา(กิ๊บ) และนส.นันท์กมล(ก้อย) ประทุมสุวรรณ
๓.นายนพดล(โข้ง) ไกรสินธุ์ มีลูก ๔ คนคือ นส.ปิยนันท์(สาว) นส.อนงนิตย์(น้อย) นายมงคล(หมี) และนายฤทธิ์ชัย(ขาว)
๔.นายมานะ(สี) ไกรสินธุ์(ตาย) ภรรยาชื่อจิระพัน (แมว) (อินทะเชื้อ) ไกรสินธุ์ มีลูกสาว ๒ คนชื่อ สรีรัตน์ (ทราย)ไกรสินธุ์ และโสรยา(ซี) ไกรสินธุ์ (หลานสีตายแต่ลูกยังเล็ก)
๕.นางอรสา(ออ) ไกรสินธุ์ สามีชื่อ ชัยชนะ(อู๊ด) มีลูก ๑ คนชื่อ นายธวัชชัย(อ๋อง) มุนนท์
๖.นางเนชรา (เน) ไกรสินธุ์ สามีคนแรกชื่อ สกุล ณ บำรุง มีลูกสาว ๑ คนชื่อ นส.นันทิชา(แนน) ไกรสินธุ์ สามีคนที่๒ชื่อ ประชา จำเนียร มีลูก ๒ คนชื่อ นายเจนณรงค์(ป้วน) จำเนียร และนส.พัทรา(บุคนิค) จำเนียร

(ลุงพัฒน์+ป้าแช่ม)ลูกลำดับที่ ๖ พี่เหม็ก...บ้านกลาง(ตาย)

(ลุงพัฒน์+ป้าแช่ม) ลูกลำดับที่ ๗พี่ตึ้ง(ประพันธ์)...บางน้ำจืด(ตาย) ภรรยาชื่อนิ่ม (รักเขียว) ไกรสินธุ์
มีลูก ๒ คนคือ
๑.นางรัตนาภรณ์ (ไกรสินธุ์) ผ่อนย่อง สามีชื่อ ดต.เสริมสุข ผ่อนย่อง ปัจจุบันอยู่ สภอ.กระทู้ ภูเก็ต มีบุตร ๒ คนคือนายวงศพัทย์ ผ่อนย่อง อยู่ภูเก็ต(ป่าตอง) จบวิศวะ สงขลา และ ด.ช.อติกานต์ ผ่อนย่อง
๒.นายณัฐวุฒิ(ญาณ) ไกรสินธุ์ ภรรยานางพิมพ์นลิน(ตู่) วิชัยดิษฐ์ ยังไม่มีลูก อยู่บางน้ำจืด ๔๗หมู่ ๒ ต.เขาถ่าน อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ ๘๔๑๕๐ อีเมล nattawut1132@hotmail.com Tel: 0-7726-0398 Cell: 08-9727-9889

(ลุงพัฒน์+ป้าแช่ม) ลูกลำดับที่๘.พี่ชู สามีชื่อพี่ย้วน พัฒน์ชนะ


ย่าชู สามีชื่อ นายย้วน พัฒน์ชนะ มีลูกชาย 3 คน คือ 1. นายวินัย พัฒน์ชนะ จบการศึกษา ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ ปัจจุบันประกอบอาชีพทำสวน มีภรรยา ชื่อ นางไพบูลย์ เครือสุวรรณ มีลูก 2 คน ชื่อ ด.ญ.สุดารัตน์ พัฒน์ชนะ(โบว์) และ ด.ญ.พิลาลักษณ์ พัฒน์ชนะ(บีม) 2. นายนิวัติ พัฒน์ชนะ (เสียชีวิตตั้งเเต่อายุ 22 ปี) 3.นายพัฒนา พัฒน์ชนะ จบการศึกษา ปริญญาตรี วิศวะการก่อสร้าง ปัจจุบันประกอบอาชีพ ทำสวน มีภรรยา ชื่อ นางวรรณ สิงหพันธุ์ มีลูก 2 คน ชื่อ ด.ช.ภูษณะ พัฒน์ชนะ(เดียร์) และ ด.ช.ปุนณวิช พัฒน์ชนะ(ปุณ) โทร(เบอร์บ้าน) 077461314

.......................................................................
(ใจ+คุ้ม)ลูกลำดับที่๕.พ่อยุทธ+แม่มี(2441-2535....2445-2538) อยู่บ้านนกร้อง มีลูก ๖คน หญิง ๑ คน ชาย ๕คน(ดูรายละเอียดข้างล่าง)
แม่มี นามสกุลเดิม ทิมเกด(ทิมเกต) อยู่บ้านนกร้อง พ่อชื่อพ่อเฒ่าเกด แม่ชื่อแม่เฒ่ากาด มีพี่ชาย ๓คนชื่อ ลุงชู ลุงชุม และลุงเผือก มีพี่สาว ๑คนชื่อป้าเกราะ ไม่มีสามี แม่มีเป็นคนสุดท้อง นายอยู่ ทิมเกต (ยังอยู่)เป็นลูกของลุงชู ส่วนลุงชุมนั้นเป็นพ่อของหลวงแผลด และหลวงต้วน จะเห็นได้ว่าบ้านของแม่มี หลวงอยู่และหลวงต้วนอยู่รั้วติดกันทั้ง ๓หลัง ?อาจารย์เหล็ก หลวงแฟ้น...เป็นญาติกับแม่มีอย่างไร? (ปู่นิล มีภรรยาชื่อปุก อาจารย์เหล็กเป็นน้องย่าปุก ย่าปุกเป็นลูกพี่ของแม่มี (ทิมเกต) ไกรสินธุ์) ?น้าขืน(หญิง) อยู่บ้านบางแหลม เป็นญาติกับแม่มีอย่างไร? ?น้าสร้อย บ้านท่าเคย เป็นญาติกับแม่มีอย่างไร? (ใครรู้บอกผู้รวบรวมด้วย


พ่อยุทธ+แม่มี มีลูก ๖ คนดังนี้


๑.นางละเมียด วิมล(ตาย) (ภาพบนคนที่ ๑ จากซ้าย)สามีชื่อนอบ(ตาย) วิมล ชาวบ้านหนองกุล มีลูกสาวชื่อราตรี(ตุกหมิก) ลูกชายชื่อหยุ้ง




๒.ด.ช.คล่อง ตายตั้งแต่ยังเล็กๆ ไม่ทราบอายุและสาเหตุการตาย







๓.นายจรูญ (ตาย) (ภาพรวมข้างบนคนที่๒ )ภรรยาชื่อเทื้อม(ตาย) ชาวบ้านไสน้อย มีลูก ๖ คน (รายละเอียดข้างล่าง)


๔.นายรัตน์ (ภาพรวมข้างบนคนที่ ๓)ภรรยาชื่อประจวบ พุฒทอง อยู่ต.ทุ่งเตา อ.บ้านนาสาร ไม่มีลูก


























































๕.นายจรัส (ภาพรวมข้างบนคนที่ ๔)ภรรยาชื่อเพ็ญวิไล อยู่ อ.เมืองจ.นนทบุรี ลูกชายชื่อวุฒิชัย จบMarketing, Wharton,U of Pennsylvania มีภรรยาชื่อฟ้า มีลูกสาวชื่อ แบมบี้ น้องสาวของวุฒิชัยชื่อพิมใจ จบบรหารธุรกิจจากU. Arizona สามีชื่อธีรัฐ โรจน์วัชราภรณ์ ทั้งสามีภรรยาเป็นผู้บริหารโรงแรม

๖.นายสนิท(ภาพรวมข้างบนคนที่ ๕) ภรรยาชื่อ โจแอน (ภรรยาคนแรกชื่อแครอล-หย่า) อยู่รัฐอริโซน่า อเมริกา ลูกสาวชื่อ นันทิยา(Nantia Krisintu) (แม่ชื่อแครอล) อยู่อลาสก้า Nantia มีลูกชาย ๒คน ชื่อJakob Krisintu และEtienne Kilcher ภรรยาคนที่๒ของสนิท ชื่อโจแอน(JoAnn Dynes Krisintu) มีลูกสาว ๒คนชื่อ ละไม(Lamai Krisintu)และ มาริสา (Marisa)ทั้ง๒คนจบป.ตรี ม.อริโซนา มาริสาจบกฎหมาย Doctor of Jurisprudence และได้แต่งงานกับ Jeff Kotalik และได้ชื่อใหม่คือ Marisa Krisintu Kotalik(ภาพครอบครับข้างล่าง) ภาพด้านขวา Marisa and Jeff Kotalik มีลูกสาว ๑ คน ชื่อ Esme ปัจจุบันอยู่ Phoenix, AZ


























(ยุทธ+มี)ลูกลำดับที่ ๓ นายจรูญ + นางเทื่อม (ศักดิ์แก้ว)ไกรสินธุ์ (ภาพข้างล่าง)(ตายทั้ง ๒คน) มีลูกชาย4 คน ลูกหญิง 2 คน


1.นายสุนทร ไกรสินธุ์ แต่งงานกับ นางระวี ชาวบ้านบางครั่ง อ.คุ ระบุรี จ.พังงา ไปตั้งหลักฐานที่บ้านเมียมีลูกหญิง 1 คน ชื่อศุภลักษณ์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นณิชาภา ในเน็ทใช้ชื่อ (Bobopung Kraisin) ลูกชาย ชื่อนายบอล ใช้นามสกุลไกรสินธุ์





2.นายกุณฑล (ศักดิ์แก้ว) ไกรสินธุ์ แต่งงานกับ นางสุปราณี (โภชนะคง) ไกรสินธุ์ ชาวบางกอก ไปตั้งหลักฐานที่ ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ. นนทบุรี มีลูกชาย 1 คน ชื่อ นายภูมิใจ (โภชนะคง) ไกรสินธุ์ และลูกหญิง 1 คน ชื่อ ดญ.เพียงฤทัย (โภชนะคง) ไกรสินธุ์





3.จ่าเอกอนนธ์ ไกรสินธุ์ แต่งงานกับ นางอำนวย ชาวบ้านท่าฉาง ตั้งหลักฐานที่บนควรเนียงคู่ หมู่ 3 ต.เสวียด อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี มีลูกชาย 1 คน ชื่อ นายนำพล ไกรสินธุ์ ลูก หญิง 1 คน ชื่อ ดญ. กชกร ไกรสินธุ์


4.นางสุวณี (ไกรสินธุ์) นวลเนตร แต่งงานครั้งที่ 1 กับ พจอ.บุญ เลิศ กิติสุบรรณ มีลูกชาย 1 คน ชื่อ นายเตชะสิทธิ์ (ไกรสินธุ์) กิติสุบรรณ หลังจากหย่าจึงแต่งงานใหม่กับนายสงกรานต์ นวลเนตร ยังไม่มีลูกด้วยกัน


5.นายสิทธิศักดิ์ ไกรสินธุ์ แต่งงานกับนาวาโทหญิงแห่งราชนาวีไทย ยังไม่มีลูก


6.น.ส.ลักษณะ ไกรสินธุ์ (มด)


..........................................................................





(ใจ+คุ้ม)ลูกลำดับที่๖.อาเขียน+อาขัน ขุนไชยรักษ์ อยู่บ้านกลาง (ตายแล้วทั้ง ๒ คน มีลูก ๖คนดังนี้ ....(ผู้รวบรวมอยากได้รายละเอียดของทุกคน)




๑.น้องแข (ภาพซ้าย)สามีชื่อราย บ้านชายวัด


















๒.น้องเขือง  (ภาพซ้าย ตาย) อยู่บ้านกลาง






๓.น้องขิน อยู่บ้านท่า ท่าฉาง




๔.น้องเขือม อยู่โมถ่าย (ตาย)







๕.น้องเขียม อยู่บ้านดอน สามีชื่อกฤษฎา(กบ) ศรเกษตริน(ลูกของลุงจินดา หรือ หลานของโปรุ่ง ศรเกษตริน)


๖.น้องเขิม อยู่ กทม.(ตาย) ภรรยาชื่อน้องไพ ลูกกำนันห้วง มีลูก ๓ คน คือ แหม่ม หรือ ธัญญลักษณ์ ทำงานห้องแล็บ รพ.เจริญกรุง นิ้ง หรือธีรศักดิ์ และหน่อง(ประวิทย์)





.............................................................................





(ใจ+คุ้ม)ลูกลำดับที่๗.อาไข(มี)(ภาพซ้าย)+อามา ไกรสินธุ์ บ้านชายวัด (ตายแล้วทั้ง ๒ คน) มีลูก ๖คน ยังอยู่ทุกคน...(อยากได้รายละเอียดทุกคน)













๑.น้องมูล (ภาพซ้าย)สามีชื่อขิน บ้านชายวัด
น้องมูลแต่งงานกับน้องขิน(ตาย) ฟองมณี มีลูก ๕ คน ชื่อ พรทิพย์ ประทีป ปัญญา อัญทิกา และ วิสา













๒.น้องขืน (ภาพซ้าย)บ้านพรุไล ภรรยาชื่อเหลิม ลูกหลวงโอบ พี่ลอย...มีลูก ๓คน คือ เม่น(ญ) หมี (ช) และแหลม(ช)




๓.น้องเมือง อยู่เหียง





๔.น้องศักดิ์(รูปข้างล่าง) เดิมอยู่นาสาร ปัจจุบันเกษียณอายุอยู่เชียงใหม่กับภรรยาคนที่๒ ภรรยาคนแรกชื่ออนงค์(ตาย) มีลูกชาย ๓คนชื่อ ธานินทร์ อนุสร และอัครวัฒน์ ...ภรรยาคนที่๒ชื่อเดือน มีลูก๔คน ชื่อ ๑.น้อย(ทำงานที่ รพ.สุราษฎร์) ๒.นุด(ช่างธนาคารกรุงไทย) ๓.เอียด(งานประปาไชยา) ๔.พิมพ์พิชชาหรือน้องเมย์ (ผู้ช่วยเภสัชกร อยู่กทม.)












๕.น้องแพน บ้านดอน มีลูก ๓คน สามีคนที่๑ ชื่อ กฤษฎา(กบ) ศรเกษตริน (ซึ่งเป็นลูกของลุงจินดา ) มีลูกชายชื่อสุเมน (ศรเกตริน) ไกรสินธุ์ สุเมน มีภรรยาชื่อจินดา(ลูกของพี่เพียบ บางงอน หรือหลานของลุงพัฒน์) มีบุตรชื่อฉัตรชัย(บอล) ไกรสินธุ์...สามีคนที่๒ของน้องแพน ชื่อน้องวิน มีลูกสาว ๒คนชื่อติ๋ม(ตาย) และหยิก





๖.น้องเขียว บ้านดอน แต่งงานแต่ไม่มีลูก (ผู้รวบรวมอยากได้รายละเอียดของทุกคน)


.........................................................................





(ใจ+คุ้ม)ลูกลำดับที่๘.อาเจ้ามาก(ภาพล่าง)+อาตา(คงแก้ว) ไกรสินธุ์....บ้านชายวัด (ตายแล้วทั้ง ๒ คน) มีลูก ๘ คน ดังนี้















๑.น้องเตื่อม บ้านชายวัด ม.ที่ ๘ สามีชื่อ ล้ำ มีบุตร ๑คนชื่อลิ้ม (สารภี นิลแสง)





๒.น้องเตื้อม (หมก) สามีชื่อน้องรวบ ชูจินดา อยู่ ม. ๕ ต.เสวียด บ้านท่าหลุมพอ มีบุตร ๗คน ๑.นายสมควร ชูจินดา+นางกาญจนา ๒.นางยุคล ชูจินดา+นายจรูญ ทวีรัตน์ ๓.นายสุนทร ชูจินดา+นางนงเยาว์ ๔.นายไพทูลร์ ชูจินดา+นางผ่องศรี ๕.นางอนงค์+นายไพรวัลย์ ภักดีพรหม ๖. นายวิทยา ชูจินดา+นางจินตนา ๗. นายนเรศักดิ์+นางเอื้อมพร




๓.น้องช้อยหรือนายภูมิสวัสดิ์(ตาย)+นางแข ไกรสินธุ์ มีลูก ๓ คน คือ นายเกรียงศักดิ์ ไกรสินธุ์ น.ส.ทรงศรี ไกรสินธุ์ และ น.ส.เกษร ไกรสินธุ์ บ้านอยู่ ต.มะลวน





๔.น้องชิน +นางบุญหา อยู่ท่าหลุมพอ





๕.น้องโชติ(ตาย เมื่ออายุ ๒๐ปี)





๖.น้องวิโรจน์+นางแข อยู่ม.๔ ต.ท่าเคย





๗.น้องเหมีย หรือ น.ส.บุญเอี้ยน ไกรสินธุ์ ไม่ประสงค์จะมีทายาท





๘.น้องเสือแดงหรือนายวิจิตร(ภาพด้านซ้าย)+นางคณาพร ไกรสินธุ์ มีบุตร ๒คน ๑.นายภควัตร ไกรสินธุ์ จบ ปริญญาโท Microbiology ที่มหาวิทยาลัยเกษตร ๒.น.ส.กัตติมาส(ฉัตร) ไกรสินธุ์ ป.ตรี ม.หอการค้า ทำงานที่สีลม กทม.
















......................................................................





(ขุนไกร+ยายเหนียง) ลูกลำดับที่๑ คือปู่ใจ มีภรรยาคนที่ ๓ชื่อย่าชู


๓.ปู่ใจ+ย่าชู ย่าชูเป็นภรรยาปู่ใจคนที่๓ มีลูกหญิง ๑ คนชื่อเอม อยู่บ้านนกร้องที่บ้านของอาเจ้าวอน ติดกันกับบ้านน้าคุ้ม รายละเอียดอื่นๆพี่เมียดไม่ทราบ (ใครทราบบอกผู้รวบรวมด้วย)





******************************************************************************





(ขุนไกร+ยายเหนียง)ลูกลำดับที่ ๒ ปู่ผั้ง ไกรสินธุ์ (ปู่ผั้ง+ย่าพู) (ตายแล้วทั้ง ๒ คน) มีลูก ๔คน...(อยากได้รายละเอียดทุกคน)





ปู่ผั้ง+ย่าพู ลูกลำดับที่๑.อาเคลื่อน มีภรรยาชื่ออาหมิก อยู่คลองขุด (ตายแล้วทั้ง ๒ คน) มีลูก๕คน ดังนี้





๑.น้องเงื่อม (ไกรสินธุ์) กลับวิเศษ สามีชื่อ น้องห้วง กลับวิเศษ(ตาย) อาชีพขายข้าวสาร น้องเงื่อม ทำสวนเงาะ เดิมอยู่คลองยัน ปัจจุบันน้องเงื่อมอยู่ กทม.กับลูกชายชื่อขาว ...น้องเงื่อมมีลูก ๗ คน ดังนี้(บันทึกโดย ยมาภรณ์)

๑. หมอสมบูรณ์ ๒.ป้าแดง ลูก ๒ คน คือพี่ปุ๊ก กับพี่เปี๊ยก ๓. ลุงชุมพล มีลูกพิเศษ กลับวิเศษ ๔.พ่อโพยม มีลูก ยมาภรณ์ กับวัชรพันธ์ กลับวิเศษ ๕.อาขาว ไชโย มีลูกสพ.ญ พิมพักตร์ กลับวิเศษ (ไชยกำเนิด) แต่งงานแล้ว ๖.อานวน เสรี มีลูก ๒ คน วิศว์ กับวิศุวัส กลับวิเศษ ๗.อาเหมีย(อุบล) มีสามีชื่อทองม้วน ศรีสม บ้านอยู่สุรินทร์ มีลูก ๔ คน ชื่อ อ้อ โอ แอน เอื้อม(อ้อย)
ตอนนี้สายของลูกทวดหมิก เหลือแค่ ย่าเงื่อม กับย่าเอื้อพรรณ เรืองศรี ย่าเอื้อพรรณ เพิ่งเสียลูกชาย อาติ่ง พลตรีตะวัน เรืองศรี อาติ่งมีลูก ๑ คน น้องกั๊ก พิศลย์ เรืองศรี...ย่าเอื้อพรรณ ตอนนี้ไปอยู่เมืองกาญกับปู่จำรัส







๒.ร.ต.น.พ.สมคิด ไกรสินธุ์ (2467-2530) (ภาพ)


๓.พลเรือโทอรุณ(ตาย) ไกรสินธุ์(ภาพครอบครัวข้างล่าง)


๔.น้องเอื้อพรรณ (อำพันธุ์)เรืองศรี


๕.น้องนิพนธ์(เขียว)(ตาย)




๒. ร.ต..น.พ.สมคิด ภรรยาชื่อเฉลิมขวัญ บุตรสาว ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ (ผู้มีชื่อเสียงระดับโลก จึงขอนำรายละเอียดมาลงไว้ข้างล่างนี้) บุตรชาย สาวิตร ไกรสินธุ์ แต่งงานมีบุตรชาย ๒คนคือ ไกรวิชย์ และไกรวุฒิ บุตรหญิง ๑คน ชื่อพลอยพิมพ์ ไกรสินธุ์ (Ploypim Kraisintu)



เภสัชกรหญิง ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495[1] เป็นเภสัชกรชาวไทยที่อุทิศตนช่วยเหลือผู้ป่วยในการผลิตยาในทวีปแอฟริกาและเอเชีย กฤษณาเป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี บิดาและมารดาเป็นบุคคลากรทางสาธารณสุขทั้งคู่ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เธอประกอบวิชาชีพทางสาธารณสุขเช่นกัน กฤษณาจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาเภสัชวิเคราะห์ มหาวิทยาลัยสตราห์ไคลด์ และปริญญาเอก สาขาเภสัชเคมี มหาวิทยาลัยบาธ สหราชอาณาจักร หลังจากจบการศึกษาแล้ว กฤษณาได้กลับมาดำรงตำแหน่งอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเภสัชเคมี ในปี พ.ศ. 2524 ต่อมาได้ทำงานในองค์การเภสัชกรรมและเป็นผู้ริเริ่มการวิจัยยาต้านเอดส์จนสามารถผลิตยาสามัญชื่อ "ยาเอดส์" ได้เป็นครั้งแรกในประเทศกำลังพัฒนา[2] เธอดำรงตำแหน่งสุดท้ายในองค์การเภสัชกรรมคือผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม ภายหลังลาออกจากองค์การเภสัชกรรม กฤษณาได้เริ่มต้นการทำงานในประเทศคองโกเป็นประเทศแรก และประสบความสำเร็จในการผลิตยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์ชื่อ "Afrivir" โดยมีส่วนผสมเหมือนยาที่ผลิตในประเทศไทย หลังจากนั้นก็ได้ช่วยเหลือประเทศอื่นๆในทวีปแอฟริกากว่าอีก 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเอริเทรีย แทนซาเนีย เบนิน และไลบีเรีย ผลงานของกฤษณาเป็นที่สนใจในวงกว้างขึ้น เมื่อมีการนำไปตีพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งของบทความภาษาเยอรมัน และมีการสร้างภาพยนตร์สารคดีชีวประวัติของเธอ เรื่อง อะไรต์ทีลีฟ - เอดส์เมดิเคชันออฟมิลเลียนส์ (อังกฤษ: A Right to Live - Aids Medication for Millions) ในปี พ.ศ. 2549 รวมถึงการสร้างภาพยนตร์บรอดเวย์ชื่อ คอกเทลล์ (อังกฤษ: Cocktail) ในปี พ.ศ. 2550 นอกจากนี้เธอยังได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์โลก (อังกฤษ: Global Scientist Award) จากมูลนิธิเลตเต็น ประเทศนอร์เวย์ ประจำปี พ.ศ. 2547[3] รางวัลบุคคลแห่งปีของเอเชียประจำปี พ.ศ. 2551[4] และรางวัลแมกไซไซสาขาบริการสาธารณะประจำปี พ.ศ. 2552[5]



๓. พล.รท.อรุณ(ตาย)+นางจงดี ไกรสินธุ์ มีบุตรชายคนเดียวชื่อรุ่ง (ภรรยาชื่อกรรณิการ์) บุตรสาวของรุ่งชื่อ พิณทิภา (ภาพครอบครัว)



















๔.น้องเอื้อพรรณ์ (ไกรสินธุ์) เรืองศรี







บันทึกโดย กรรชลีย์ (เรืองศรี) ยั่งยืน)...รายละเอียดดังนี้

คุณแม่เอื้อพรรณ์แต่งงานกับคุณพ่อพันโทจำรัส เรืองศรี มีบุตร ๓ คน





๑. พลตรีตะวัน เรืองศรี(ตาย) สมรสกับพันโทหญิงปริยานุช มีบุตรชาย ๑ คนชื่อ นายพิศลย์ เรืองศรี




๒. นางกรรชลีย์ (เรืองศรี) ยั่งยืน สมรสกับนายวิเชียร ยั่งยืน อาชีพรับราชการครู สอนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี มีบุตร ๒ คน คือ วิชชุลดา(ส้ม) และนลพรรณ (ตาล)(น้องเอื้อพรรณ์-คนกลาง)


๓. นางสาวศิวาพร เรืองศรี อาชีพมัคคุเทศก์ ภาษาอิตาเลี่ยน





๕. น้องนิพนธุ์ (เขียว) ไกรสินธุ์ (ตาย) มีลูกชายชื่อนิวัฒน์ ไกรสินธุ์ กำลังเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่






(ปู่ผั้ง+ย่าพู) ลูกลำดับที่๒.คือ อาคลาย(หญิง)อยู่คลองขุด

อาคลาย มีสามีชื่ออาน้อม จันทร์แจ่มใส มีลูก ๓คนคือ นางเนิ่น นายเถกิง และ นางมณี จันทร์แจ่มใส





(ปู่ผั้ง+ย่าพู) ลูกลำดับที่๓.คือาหนวง(ชาย) เคยมีภรรยาชื่ออาบ (หย่า ) ต่อมาพี่อาบแต่งงานกับหมอเชื่อมอยู่ ต.เสวียด





(ปู่ผั้ง+ย่าพู) ลูกลำดับที่๔.คืออาหงวน(หญิง) อยู่คลองขุด

อาหงวน(สงวน) มีสามีชื่ออาเชย ทองนุ้ยพราหมณ์ มีลูก ๔คน คือ นายชิด(ตาย) นางเสงียบ(ตาย) นายช่วย(ตาย)และ นางสงบ

๑. นายชิด ภรรยาชื่อนางเย็นใจ ทองนุ้ยพราหมณ์ มีลูก ๓คน คือ นายบัญญัติ นางสุดรัก และนางแจ๊ด
๒. นางเสงียบ สามีชื่อ ธรรมนูญ ศักดิ์แก้ว มีลูก ๓ คนคือ ศิริศักดิ์ เสาวภา และคมสัน
๓. นายช่วย ภรรยาชื่อนางโชคดี มีลูก ๑ คนชื่อ โชคชัย ทองนุ้ยพราหมณ์
๔. นางสงบ สามีชื่อภาณุ ทองมีเพชร มีลูก ๑คนชื่อ น.ส. นัญชยณัฐ ทองมีเพชร





********************************************************************





ขุนไกร+ยายเหนียง)ลูกลำดับที่ ๓ ปู่นิล ไกรสินธุ์ ปู่นิล+ย่าปุก.....อยู่บ้านชายท่า





ย่าปุกเป็นลูกพี่ของแม่มี (ทิมเกต) ไกรสินธุ์ อาจารย์เหล็กเป็นน้องของย่าปุก มีลูก ๕คนคือ.... (ที่จริงผมควรเรียก"อา" แต่แม่มีให้เรียก"พี่" ตามศักดิ์ของย่าปุก)


๑.พี่ฟอง มะลวน ญ.(ตาย)


๒.พี่รุ่น หรือหรุ่น อยู่เกาะพงัน ช.(ตาย) เป็นครู ตามรายละเอียดที่ไปรยา ไกรสินธุ์ ผู้เป็นเหลนได้ส่งไปให้ผู้รวบรวมมีใจความว่า...ทวดหรุ่น แต่งงานกับทวดอบ ไกรสินธุ์ มีลูกคนเดียวชื่อปู่สุรินทร์ ไกรสินธุ์ ปู่สุรินทร์ได้แต่งงานกับย่าฉะอ้อน ไกรสินธุ์ มีลูก ๒คน คือ พ่อสกนธ์ ไกรสินธุ์ และ อากรรณิกา ไกรสินธุ์...พ่อสกนธ์ แต่งงานกับแม่เสาวภาค มีลูกสาว๒คน คือ ไปรยา ไกรสินธุ์ และ เสาวคนธ์ ไกรสินธุ์ พ่อสกนธ์ ยังมีลูกสาวอีกคนหนึ่งชื่อสุภชา ไกรสินธุ์ ...ส่วนอากรรณิการ์ แต่งงานกับอาวิรัช เข่งสมุทร คนสมุทรปราการ มีลูก ๒ คนคือ วรากรและกฤติกา เข่งสมุทร


เสาวคนธ์(ใบเตย) ได้เพิ่มเติมรายละเอียดอีกว่า ไปรยา(ตูน) ทำงานเป็นรองผู้จัดการประกันภัยธนชาตที่ภูเก็ต สุภชา กำลังเรียนที่โรงเรียนที่หลานกรรณิการ์เป็นอาจารย์อยู่ที่กรุงเทพฯ สามีของกรรณิการ์ เป็นครู คศ๓ รร. บ้านคลองหลวงสมุทรปราการ กฤติกา เป็นสัตวแพทย์ที่รพ.สัตว์เกษตร ส่วนวรากร ทำงานที่สุวรรณภูมิ





๓.พี่รื่น ในบาง ช.(ตาย) รื่น+แดง...บ้านเดิมดอนตะโก ต.คลองน้อย อ.เมือง





รื่น+แดง ลูกคนที่๑ อุบล ไกรสินธุ์ มีลูก ๓คน





๑.อุบลอายุ ๗๕ ปี บ้านอยู่หลังรร.เทศบาล ๔ มีลูก ๓ คน


๑. สุวคนธ์ แต่งงานแล้วมีลูกสาว ๑คน ทำงานที่สสจ. สุราษฎร์ธานี ๒. วรพจน์ ไกรสินธุ์ แต่งงานกับวันวิสา ไกรสินธุ์ (เดิม รัตนา) มีลูกชายชื่อชรัณ (ลีโอ) ไกรสินธุ์ ๓. ทศพร ไกรสินธุ์ (ช) (บอย) เป็นคู่แฝดกับวรพจน์ บวชอยู่วัดพัฒนาการ(วัดใหม่) บ้านดอนได้ ๙ เดือนกว่า ตอนนี้สึกแล้ว เปิดร้านขายของที่ตลาดบ้านดอน





รื่น +แดง ลูกคนที่๒ ชื่อสุวรรณ เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธาวาส ชื่อพระครูพิพัฒน์โพธิกิจ





พี่รื่นเลิกกับพี่แดงแล้วบวชเป็นพระได้มหาเปรียญ แล้วธุดงค์ไปร่างกุ้ง ประเทศพม่าและได้ป่วยมรณภาพที่นั่น (หลวงบอยบอกว่า นี่เป็นคำบอกเล่าของท่านเจาคุณโกศล วัดไตรธรรมาราม อดีตเจ้าคณะจังหวัด)...ต่อมาพี่แดง ภรรยาของพี่รื่น ได้สามีใหม่ชื่อแดงเหมือนกัน และมีลูกอีก ๓คน





๔.พี่บุญ บ้านชายท่า แม่ของกุล ภรรยาหลวงอยู่ ทิมเกตุ





๕.พี่พริ้ม (หญิง) บ้านชายท่า(ยังอยู่)





*******************************************************************





(ขุนไกร+ยายเหนียง)ลูกลำดับที่ ๔ ย่าเพียร (ไกรสินธุ์) กล่อมนรา





ย่าเพียร+ปู่ครอง อยู่บ้านกลาง มีลูก ๓คน





๑.อาขอม (กล่อมนรา) +ลุงเนิมมีลูก ๔คนคือ จำเนียร หนูเล็ก จำนง เจ้าเนตร


๒.อาขำ (กล่อมนรา )+อาคุด มีลูก ๔คนคือ เจริญ บุญรอง รวบ แข็ง


หลานบุญรอง(กล่อมนรา) +หลานทุ่ม มีลูก ๗คน ชื่อ บุญลือ(อุไร) หนูลี่ ทุย พูลศักดิ์(ไข่) เหมีย แมว สุวภา








๓.อาเจ้าเขียม กล่อมนรา (ในภาพ อาเจ้าเขียมถ่ายกับพี่เมียด)+อาสาย มีลูก๓คน คือ สิทธิ ตุ๊กตา ยุพิน



**********************************************************************





(ขุนไกร+ยายเหนียง)ลูกลำดับที่๕ ย่าพิน (ไกรสินธุ์) ย่าพิน+ปู่.... อยู่บางน้ำจืด(อยากรู้จักชื่อสามีของย่าพิน) มีลูก ๓คน ......(ต้องการรายละเอียดของทุกคน)





๑.นายห้อย บางน้ำจืด


๒.นายโห้ย บางน้ำจืด


๓.อาขิน บ้านท่า ท่าฉาง





***************************************************************





(ขุนไกร+ยายเหนียง)ลูกลำดับที่ ๖ ปู่ปาน ไกรสินธุ์ (ปู่ปาน+ย่าทับ) อยู่บ้านกลางมีลูก ๖คน ชาย ๔คน หญิง ๒คนดังนี้


๑.อาขำ (ชาย) ๒.อาขึม (ชาย) ๓.อานึก(หญิง) ๔.อาทิม (หญิง) ๕.อาครัน (ชาย) ๖.อาทอง (ชาย)





(ปาน+ทับ)ลูกลำดับที่๑.อาขำ+นางแต้ม ไกรสินธุ์ มีลูกหญิงชาย ๕คนดังนี้


๑.นางเขื้อม


๒.นายขืน+นางเลื่อน ไกรสินธุ์ มีลูก ๑ คนอยู่กทม.(นายขืนหรือเสือขืน ถูกยิงตายที่น้ำดำ อ.ท่าชนะ)


๓.นางบุญธรรม+นายลำดวน มีลูก ๒คน คือนายสมนึกและนางแดง


๔.นางสัมฤทธิ์+สำราญ ขำแก้ว มีลูก ๕ คนคือ ๑.นายโทน ๒.นางแอด ๓.นางอ้อ ๔.ส.ต.อ.สาโรจน์ ขำแก้ว(เอ) ๕.นางติก


๕.นายไพศาล(เจ้าเถง)+สุวรีย์ ไกรสินธุ์ ไม่มีบุตร บ้านอยู่สี่แยก





(ปาน+ทับ)ลูกลำดับที่๒.อาขึม +อาเงิน (ภาพล่าง) ไกรสินธุ์ มีบุตรธิดา ๕คนดังนี้




















๑.นายสมคิด+นางยุพา (หม่น)ไกรสินธุ์ มีบุตรธิดา ๘ คน คือ


๑. นางเรณู+นายสำเรือง ชื่นวิเศษ ๒.นายสมชาย+เสงี่ยม ไกรสินธุ์ มีลูก ๒คนคือ นางสุนทรีย์(พยาบาล)และน.ส.สายใจ ๓.นางเลขา(สุเพ็ญ)+สุทิน บุญโญ มีลูก ๒คน ๔.นายสมเดช(หมู)+พรสิริ(แพลด) มีลูก ๒คนคือนางอัมภิรา(ก้อย)และน.ส.วนิดา(หมาทีส) ๕.นางสุขุม(ปุด)มีลูก ๒คนคือสุดารัตน์และนายอภิวัฒน์ ๖.นางสงบ+นายสมพงค์ เกิดสมบัติ มีลูก๒คน คือนายสิทธิศักดิ์(บอย) และนายวัชระพงศ์ ๗.นางพรรษา ไกรสินธุ์ ไม่มีบุตร ๘.นางสมัย (แอด)ไกรสินธุ์ มีลูก ๑คนชื่อนายกิติศักดิ์ เครือพัฒน์





๒.นายเกียรติศักดิ์(เจ้าคอง)(ที่ ๓จากซ้าย)+นางสุดจิตต์(ที่๒จากซ้าย) อดีตเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช มีบุตรธิดา ๖ คนคือ





๑.นายภคพล(แมว)+นางโสรยา ไกรสินธุ์ ทำงานบริษัทที่กทม. ไม่มีบุตร







๒.นายศักดิ์ชัย(ไก่)(เครื่องบินตกตาย)+นางโสภา ไกรสินธุ์ อยู่กทม.มีลูก ๓ คน คือ น.ส.อภิรตี (บิว)น.ส.บัณทิตา และนายพัฒน์ธนะ ไกรสินธุ์





๓.สว.สิริวัฒน์(ที่๑ จากซ้าย)+นางทัศนี ไกรสินธุ์(ที่๕ จากซ้าย)สมาชิกวุฒิสภา(สว.)นครศรีธรรมราช ๒สมัย ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๑ อยู่หมู่บ้านเบญจรงค์ เขตมีนบุรี กทม. มีบุตร ๑ คนคือ ด.ช.กสิทัศน์ ไกรสินธุ์(ที่๔ จากซ้าย)






๔.นางสุกัญญา ไกรสินธุ์(อ.จุฬา)+พ.ต.ท.สิริชัยสิต ทรัพย์ประเสริฐ รองผกก.นครนายก มีลูก ๒คนคือ ดญ.พิมพ์ยัน และดช.มัชฌ์





๕.คต.เจนวิทย์+นางรพีพร ไกรสินธุ์ ตชด.๔๒๗ทุ่งสง มีลูกชาย ๑ คนชื่อ กรวิชญ์ ไกรสินธุ์ (King จวนม๋อง)





๖.นายกฤษฎา+นางน้ำฝน ไกรสินธุ์ ทำงานบริษัท กทม. ยังไม่มีบุตร








อาขึม+อาเงิน ลุกลำดับที่ ๓. น้องเหิง




นางเหิง+นายเอือบ เขียวนาวะ มีลูก ๖ คน




๑นางภณิดา-นายประเสริฐ อินเสวียด(เหมีย-เสริฐ) มีลูก ๒คน ๑.น.ส.อนงนุช-นายสรศักดิ์(เดือน-เดี่ยว)... ๒.นายอรุณ-นางวิมล เขียวนาวะ(บ่าว-มล)มีลูก๒คน ชื่อนายอนุวัฒน์-นายนันทวิช(ต้น-ต้ำ)...


๓. นายเอนก-นางนาตยา เขียวนาวะ(หลวงเย-กุ้ง) มีลูก ๒คนชื่อ ดช.ธินาคม-ดช.ภูวิช(ก้อง-กัณฑ์)...


๔.นายธวัธชัย-นางจิดาภา เขียวนาวะ(ไขหีด-สาว) มีลูก ๑คน นส.จุฑามาศ(เมย์)...


๕.นางรุ่งนภา-นายพิชัย สุทธิพิบูลย์(แอล-ชิด) มีลูก ๓ คนคือ นายธีรศักดิ์-ดช.เจนณรงศ์-ดญ.ณัชชา(โจ้-เจ-แอม)...


๖. นางสิริมา-นายชัยวัฒน์ ฉิมพิมล(อ้อด-กุ้ง) มีลูก ๓ คน ชื่อ ดช.นพสินธุ์-ดช.พิภพภัทร-ดญ.จารุภิชญา(อั่น-อ่อง-อินทร์)


คนที่ 1 Tel 077 461432 คนที่ 2 Tel 084 3082986 คนที่ 3 Tel 087 8824942 คนที่ 4 Tel 077 600681 คนที่ 5 Tel 086 5934122, 083 5235507 EMail kjst-15@hotmail.com คนที่ 6 Tel 080 3899220





อาขึม+อาเงิน ลูกลำดับที่๔ น้องนิคม


.นายนิคม+นางนพรัตน์ ไกรสินธุ์ มีลูก ๓ คน คือ ๑. นางถนอมจิตร์(จิ๋ม)+นายอุทิศ อินทร์จันทร์ มีลูก ๒ คน ๒.นางวิลาศ(เล็ก)+นายตาล ไสยสุวรรณ มีลูก ๓ คน ๓.นายอำนาจ+สาธิณี ไกรสินธุ์ มีลูก ๑ คน





อาขึม+อาเงิน ลูกลำดับที่ ๕ น้องเซียบ


นางสมศรี(เซียบ) ไกรสินธุ์+นายไสว เผือกเนียม มีลูก ๕ คนคือ ๑. นายสายัณห์ เผือกเนียม (ทนายความบ้านดอน) ๒.นายสัญญา เผือกเนียม(ผู้คุมไชยา) ๓.นางรุ่งนภา แต่งงานอยู่ที่ อ.พนม ๔.นายโต้ง เผือกเนียม นักศึกษา ม.รามคำแหง ๕.นายเต้ง เผือกเนียม นักศึกษา ม.รามคำแหง



-------------------------------------------------------------


ปาน+ทับลูกลำดับที่๓.อานึก(ไกรสินธุ์)+อาเจ้าบ่าย นาคมิตร มีลูก ๕คน


ชื่อสมบูรณ์,สมบุญ (ช)อุบล,ประทุม,นันทวัน(ญ)





๑.สมบูรณ์ นาคมิตร +หมึก คงกาพมีลูก๔คน คือ นางลัดดา นายธนศักดิ์ นายเสรี และนส.จิรพันธ์





๒.สมบุญ นาคมิตร+พวงเพ็ญ โสมวิภาต มีบุตรชาย ๒คน คติกานต์และธิพงศ์





๓.นางอุบล (นาคมิตร)+ณรงค์ ลอยใหม่) มีลูก ๕คนคือ นางนงเยาว์ นายโอรส นายเกรียงไกร นายวันชัย นายภูวนัย





๔.นางประทุม(นาคมิตร)+เจริญ โสมเกลี้ยง มีลูกคนเดียวคือนายจักริช





๕.นางนันทวัน (นาคมิตร)+ชัยรัตน์ เขียวงามดี มีลูก ๒คนคือ นส.อรอนงค์ และนายชัชชัย



-----------------------------------------------------



ปาน+ทับลูกลำดับที่๔ อาทิม





ผู้บันทึกพอจะจำได้ว่าเป็นภรรยาพี่โสม ลูกป้าเผริญ บ้านนกร้อง สามีคนที่ ๒ชื่อเขียน อมรแก้ว อยู่มะลวน



-------------------------------------------------------


ปาน+ทับลูกลำดับที่๕.อาครัน (ชาย)





ผู้บันทึกจำได้ว่าคนทั่วไปเรียกอาครันว่า"เหย็ก" มีนิสัยนักเลง




------------------------------------------------------





ปาน+ทับลูกลำดับที่๖.อาทอง ไกรสินธุ์ ปี ๒๕๕๖ อายุ ๙๑ ปี(ภาพล่าง)+อาเนื่อม














มีลูก ๙คน ดังนี้

๑.สุทิน(ช)(ตาย) จำได้ว่าอาทองรักลูกคนนี้มาก เรียนเก่ง อาชีพครู
๒.วันเพ็ญ(ญ)
๓.ประเทือง
๔.เสรี (ตาย)
๕..บำรุง(เจ้าจู๊ด) มีลูกสาว ๑ คน ยังไม่มีรายละเอียด
๖.นันทวัน (ปุ๋ม) สามีสุวิท พรมมา มีลูก ๓คน พรชัย นันทวิท และนันท์นลิน
๗.สมศรี(สี) สามีคือยศ กลางรักษ์ ลูกของนายห้อง นางอยู่ บ้านกลาง มีลูก ๒ คน คือยุท อยู่เมืองเมลเบิน กับภรรยาคนออสเตรเลีย  ...ลูกสาวชื่อทัศนีย์(ฝน) อยู่กทม. มีลูกสาว ๑ คน อายุ ๗ ขวบ
๘.ประสงศ์ ชูศรี(ญ)
๙.สุภาพร (สุภา)


อาทองเป็นลูกของโปปาน และย่าทับคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่




******************************************************




ผู้บันทึกและรวบรวม....สนิท ไกรสินธุ์


หากญาติพี่น้องต้องการให้เพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง แก้ไข ข้อความใดๆ โปรดส่งอีเมลไปที่ chaiyatachang@yahoo.com





**********************************************






บันทึกเพิ่มเติม...ของผู้รวบรวม


บันทึก ๑


รุ่ง หรือ ขุนศรเกษตรศึกษากร(รุ่ง ศรเกษตริน)





โกเมน ศรเกษตริน ลูกชายคนที่๘ ของปู่รุ่ง ตอนนั้นอายุ ๘๔ปี เป็นคนบอกเล่า ตอนนี้โกมนตายแล้ว





ปู่รุ่งมีลูกทั้งหมด ๑๐คน ยังเหลือแต่โกเมนอยู่คนเดียว (ตายเมื่อปี ๒๕๕๒)โกเมนเล่าให้ผู้บันทึกฟังว่า ปู่รุ่งเป็นลูกของนายนวล นางท่วน เกิดในปี ๒๔๒๐ (ตอนนั้นนามสกุลยังไม่มีใช้) นามสกุลเริ่มตั้งใช้กันตอนต้น ร.๖ หรือประมาณปี ๒๔๕๖ ซึ่งในปีนั้นปู่รุ่งก็อายุ ๓๖ปีแล้ว...ปู่รุ่งได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "ศรเกษตริน" ต่อมาได้เป็นศึกษาธิการจังหวัดได้บรรดาศักดิ์เป็น "ขุนศรเกตรศึกษากร" พ่อยุทธเรียกปู่รุ่งว่า "ลุงหลวงรุ่ง" ผู้รวบรวมจึงเข้าใจว่า นายนวล หรือนางท่วนคนใคนหนึ่งจะต้องเป็นพี่ของขุนไกร หรือพี่ของยายเหนียง ลุงโกเมนเล่าว่าปู่รุ่งเกิดในต.เสวียดแน่ แต่เป็นกำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เล็กๆ เป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ตาย จึงไม่มีพี่หรือน้อง พวกญาติฝ่ายไกรสินธุ์(ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่มีนามสกุล)คงจะเอา ด.ช.รุ่งมาเลี้ยง ถึงตรงนี้ท่านล้วน รอดทอง ได้เล่าผู้รวบรวมว่า ขุนศรเองบอกท่านล้วนว่า"พี่แดงติก(ทวดของท่านล้วน)เอาด.ช.รุ่งไปเลี้ยง ร้องไม่หยุดจนถึงรุ่งสาง พี่แดงติกจึงตั้งชื่อให้ว่า..รุ่ง.....





ลุงโกเมนเล่าต่อว่า " จนในที่สุดได้บวชเณรบวชพระไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพทางเรือ" พ่อยุทธเล่าว่า ก่อนไปย่าคุ้ม แม่ของพ่อยุทธได้ให้เงินแก่ปู่รุ่ง ๑๐ บาท ปู่รุ่งเองก็มีที่นาตกทอดมาแปลงหนึ่งที่นาหลุงช้าง ตอนนั้น อาทอง ไกรสินธุ์ ลูกสุดท้องปู่ปานทำอยู่ พ่อยุทธเล่าว่า อาจเป็นเพราะเงิน ๑๐บาทที่ย่าคุ้มให้ ปู่รุ่งจึงบอกให้นาแปลงนั้นแก่พ่อยุทธ แต่ให้โอนกันตอนอาทองตาย





(บันทึกของกุณฑล ไกรสินธุ์ ตามคำบอกเล่าของพ่อยุทธ และแม่มี) แม่มีว่า "ลุงหลวงพ่อแม่ตายตั้งแต่เล็ก ได้อาศัยที่บ้านพ่อใจแม่คุ้มจนครบบวช" พ่อยุทธว่า "พ่อของลุงหลวงชื่อนวล แม่ชื่อท่วน บ้านอยู่ดอนบ้านเก่า (ใกล้กันกับบ้านนกร้อง) นับตามศักดิ์แล้วลุงหลวงเป็นหลานของย่าเหนียง" (ผู้บันทึกมีความเห็นว่า ไม่นายนวล หรือนางท่วน ต้องเป็นพี่ของยายเหนียง) ลุงหลวงรุ่งจึงมีศักดิ์เป็นพี่ของพ่อใจ แต่อายุน้อยกว่าพ่อใจ" (ผู้รวบรวมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า บ้านพ่อแม่ของโปรุ่งที่พ่อยุทธแม่มีว่าอยู่ดอนบ้านเก่านั้น น่าจะถูกต้องเพราะที่นาหลุงช้างของปู่รุ่งอยู่ใกล้ต้นปาบใหญ่ เวลาเอาทองหรือพ่อยุทธไถนาใกล้ต้นปาบใหญ่จะพบเศษถ้วยชามแตกบ่อยๆ และ"ดอนบ้านเก่า" ที่คนเรียกก็อยู่ใกล้ๆกับต้นปาบใหญ่นั่นเอง พ่อยุทธเล่าต่อว่า "ตอนจำความได้ลุงหลวงรุ่งได้บวชเณรแล้วที่วัดตูใหญ่ ต่อมาก็กลายเป็นพระ แล้วก็ไปบางกอก สมัยนั้นยังไม่มีรถไฟ ลุงหลวงเล่าว่าไปเรือสำเภาหวาตี้ถึงบางกอกใช้เวลาเป็นเดือน ลมมาก็ออกเรือ ลมหยุดก็แวะพัก ไปอยู่บางกอกหลายปี ไม่รู้ว่าแกไปเรียนไหรมั่ง แต่ก่อนไปแม่ให้ปี้ ๑๐ บาท"


..."ลุงหลวงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า "ขุน" ราชทินนามของท่านคือ...ขุนศรเกษตรศึกษากร ตำแหน่งขุนนางของแกเป็นศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปู่รุ่ง+ย่าเอียด มีลูก ๑๐คน คือ มณีรัตน์ ลิมังกูร, จินดา(ศักดา), วิเชียร,นพรัตน์(ณรงค์),ผลึก,ไพฑูรย์,มรกต,เพทาย,โกเมน,มุกดา...บ้านโปรุ่ง อยู่หน้าวัดสามหม้าย ปัจจุบัน พี่ยมนา ลิมังกูร อยู่ส่วนหนึ่ง ลุงโกเมน ศรเกษตริน อยู่อีกส่วนหนึ่ง บ้านนี้เคยเป็ที่พักนอนของหลานเหลนของปู่รุ่งจากเสวียดและคีรีรัฐเมื่อมาทำธุระสำคัญๆที่บ้านดอน ปู่รุ่งได้ช่วยเหลือหลานเหลนมากมายและทุกเรื่อง ผู้รวบรวมบันทึกนี้ก็เคยมานอนกับปู่รุ่งที่บ้านนี้หลายหน   






บันทึก ๒

ไกรสินธุ์ในจังหวัดอื่นๆ





ยังมีตระกูลไกรสินธุ์ในจังหวัดอื่นๆอีกที่ไม่เกี่ยวพันทางสายเลือดกับขุนไกรสินธุเศรษฐ หรืออาจจะเกี่ยวข้องแต่ยังไม่ทราบหลักฐาน เช่น


๑. "ไกรสินธุ์ที่กาฬสินธุ์"..ผู้รวบรวมแน่ใจว่าไม่เกี่ยวพันกับขุนไกรฯ เพราะต้นตระกูลนี้มาจาก นายเข้ม นางอิ่ม ไกรสินธุ์ แห่ง ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์




๒. "ไกรสิน"ที่นครพนม คุณกนกอร ไกรสิน ยืนยันว่าปู่ของเธอมาจากเวียงจันทร์ แต่พ่อของเธอมีญาติหลายคนที่สุราษฎร์ ผมจึงขอร้องให้คุณกนกอร ช่วยสอบถามและค้นหาว่าตระกูลของเธอได้เกี่ยวข้องับขุนไกรหรือไม่ แต่ยังมิได้คำตอบ




๓. ไกรสินธุ์ที่ อยุธยา กำเนิดที่อ.บางบาล เป็นตระกูลที่ใหญ่ตระกูลหนึ่ง คุณอำนาจ ไกรสินธุ์ มาจากที่นั่น เขากำลังสอบถาม ค้นหาอยู่ว่าจะเกี่ยวข้องกับขุนไกรหรือไม่ แต่ยังมิได้คำตอบ




๔.ไกรสินธุ์ที่ชลบุรี ได้ทราบมาจากคุณกริช ไกรสินธุ์ ผมกำลังติดต่อสอบถามคุณกริชอยู่ แต่ยังไม่ได้รายละเอียด 


  



บันทึก ๓


"ไกรสิทธิ์"ที่มิได้เกี่ยวพันทางสายเลือดกับขุนไกรสินธุเศรษฐ




ตระกูลนี้กำเนิดจากขุนไชยาธานี ในจ.นครศรีธรรมราช ใกล้ๆกับอ.เวียงสระ ในจ.สุราษฎร์ธานีก็ยังมีคนใช้นามสกุล "ไกรสิทธิ์" อยู่ไม่น้อย


บันทึก ๔

"ไกรสิน" ที่จังหวัดตรัง

ในอำเภอห้วยยอด และอำเภอนาโยง มีคนใช้นามสกุล "ไกรสิน" ผู้บันทึกได้สอบถามถึงที่มาของนามสกุลนี้ แต่ยังไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่ามีส่วนเกี่ยวพันทางสายเลือดกับขุนไกรสินธุเศรษฐ


บันทึก ๕
ต้นตระกูลไกรเชนทร์ บันทึกโดย สกลกิจ ไกรเชนทร์
ต้นตระกูลไกรเชนทร์
ต้นตระกูลคือพ่อล้อม ไกรเชนทร์ ประวัติพ่อล้อม ไกรเชนทร์ บ้านเดิมคือบ้านเชิงหมอ อำเภอไชยา มีพ่อเป็นคนคลองยัน แม่เป็นคนไชยา มีพี่น้อง 5 คน คนแรกชื่อ ป้าอิ่ม คนที่สองชื่อ ป้าอ้ำ คนที่สามชื่อ ลุงคลื้น คนที่สี่ชื่อ ลุงพร้อม และพ่อเป็นคนสุดท้อง พอย่าของพ่อล้อมเสียชีวิตนั้น มรดกก็แบ่งกัน ป้าทั้งสองคนได้ที่นาไป ส่วนผู้ชายสามคนได้ช้างแบ่งกันคนละขา ให้ลุงคลื้นเป็นควานช้าง ช้างชื่อพลายจันทร พ่อล้อมเล่าว่าตอนจะขี่ช้างแต่ช้างพลายจันทร ไม่เคยยอมให้พ่อล้อมนั่งเลย ก็เลยขายช้างพลายจันทรนั้นให้กับพม่า แล้วเอาเงินมาแบ่งกันสามคนพี่น้อง
คนแรกป้าอิ่ม มีลูก 5 คน เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 1 คน
พี่เฟื้อง อยู่บ้านทางแยกเข้าไชยา มีลูก 2 คน
พี่ต้อย อยู่บ้านเชิงหมอ มีลูก 6 คน
ครูคิด อยู่บ้านทางแยกเข้าไชยา
พี่ทรัพย์ อยู่บ้านเชิงหมอ มีลูก 1 คน
พี่ทอง อยู่บ้านวัดแก้วไชยา มีลูก 2 คน
คนที่สองป้าอ้ำ มีลูก 2 คน
พี่หยก อยู่ชุมพร
พี่ตั้ง อยู่บ้านเชิงหมอ
คนที่สามลุงคลื้น อยู่อำเภอศีรีรัฐนิคม ต. ท่ากระดาน บ้านเกาะยวน ( ใช้นามสกุลไกรมาศ )
คนที่สี่ลุงพร้อม อยู่ไชยา บ้านท่าใหญ่ มีลูก 1 คน
พี่น้อม อยู่ไชยา บ้านท่าใหม่ มีลูก 3 คน
ชื่อชิด อยู่บ้านท่าใหญ่
ชื่อสมนึก อยู่บ้านเสม็ด
ชื่อคล่อง อยู่หลังสถานีไชยา
ตั้งแต่แม่ของพ่อล้อมเสียชีวิตลง พ่อล้อมก็ได้มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี คนสุราษฎร์ฯ เรียกอำเภอเมืองว่าบ้านดอน และได้แต่งงานกับนางชม ปานคล้อย สมัยก่อนที่ตรงที่ตั้งรกรากนั้นเรียกว่าหน้าโรงสี ปัจจุบันนี้เรียกกันว่าหน้าอำเภอ ถนนหน้าเมือง พ่อล้อมมีลูกทั้งหมด 11 คน ลูกของพ่อล้อม 9 คน บางคนได้ตายก่อนที่ผู้เล่าจะเกิด ส่วนใหญ่ตายตั้งแต่ยังเล็กๆ จนเหลือลูกอยู่เพียงสามคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คือนางฉลาด ไกรเชนทร์ นางสงวน ไกรเชนทร์ นายประจวบ ไกรเชนทร์ สมัยผู้เล่ายังเป็นเด็ก จำได้ว่าชาวน้ำหัก – ชาวคลองยัน เวลามีธุระหรือมีเรื่อง ต้องมาพักที่บ้านของพ่อล้อม ชาวน้ำหัก – ชาวคลองยัน จะเรียกพ่อว่า พ่อล้อม บ้านดอน ตอนนั้นพ่อล้อมได้พูดถึงสมัยที่พ่อเริ่มขอใช้นามสกุลให้ผู้เล่าฟังว่า พ่อจากบ้านดอนไปอยู่อำเภอศีรีรัฐนิคม กับนายอำเภอสมัยนั้น เพราะพ่อเคยบวชเรียนมาจึงทำให้มีความรู้อยู่บ้างจนได้ทำงานเป็นตำรวจ และได้แต่งงานกับแม่ชม ต่อมาจึงรู้ว่าทางการให้ขอใช้นามสกุลได้จึงได้ทำเรื่องขอ ตอนแรกพ่อล้อมขอใช้นามสกุลว่าไกรมาศ เมื่อได้นามสกุลแล้วจึงส่งให้พี่ชายที่อยู่เกาะยวนใช้ ( ลุงคลื้น ) และส่งให้พวกพี่ๆ ที่อยู่ไชยาใช้ด้วย ( ป้าอิ่ม ป้าอ้ำ ลุงพร้อม ) แต่มาตอนหลังพ่อล้อมเห็นว่าที่บ้านเลี้ยงช้าง จึงขอเปลี่ยนนามสกุลจากไกรมาศไปเป็นไกรเชนทร์ ซึ่งเห็นว่ามีความเหมะสมมากกว่า พวกพี่ๆ ที่ไชยายอมเปลี่ยนมาใช้ไกรเชนทร์ แต่พี่ชายที่เกาะยวนไม่ยอมเปลี่ยน ที่ไชยานั้นลุงพร้อม จะอาศัยอยู่ที่บ้านท่าใหญ่ ส่วนป้าอิ่ม ป้าอ้ำ อยู่ที่บ้านเชิงหมอ ตอนที่พ่อล้อมมาอยู่บ้านดอนนั้น สนิทอยู่บ้านเดียวคือบ้านลุงขุนศร ศรเกษตริน อยุ่หลังวัดสาหม้าย ถนนตลาดใหม่ ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ( ลุงขุนศร ตระกูลไกรสินธุ์ ) พ.ศ. 2484 ตอนสมัยนั้นผู้เล่าอายุได้ 12 ปี และตอน พ.ศ. 2587 พ่อล้อมจำเป็นต้องย้ายบ้าน แต่ยังอาศัยอยู่ในบ้านดอน ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นขึ้นบ้านดอน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ลูกๆของพ่อล้อม และแม่ชม นั้น ได้เสียชีวิตก่อนย้ายบ้าน แต่ผู้เล่าจำได้ถึงพี่ชายคนที่สี่ ชื่อนายบุญยุทธ ไกรเชนทร์ เรียนจบชั้น ป. 6 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับราชการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย พออายุได้ 28 ปี ก็เสียเสียชีวิตลง ส่วนลูกพ่อล้อมคนที่หกนั้น เป็นผู้หญิงชื่อนางฉลาด ไกรเชนทร์ แต่งงานกับนายวิเชียร อินทรโยธา มีลูกด้วยกัน 6 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 1 คน ปัจจุบันนางฉลาด ได้เสียชีวิตแล้ว
คนแรก นายวีระชัย อินทรโยธา (ต้อย) อยู่กองทุนสวนยางจังหวัดกระบี่
คนที่สอง นายพูลศักดิ์ อินทรโยธา (เล็ก) อยู่กองทุนสวนยาง กทม.
คนที่สาม นายชาติชาย อินทรโยธา (ติ่ง) ทำธุระกิจส่วนตัว อยู่จังหวัดชุมพร
คนที่สี่ นายอุดมพันธ์ อินทรโยธา (ตุ่ม) อยู่ป่าไม้เมืองปราจีนบุรี
คนที่ห้า นายวัชรินทร์ อินทรโยธา (ต้ม) อยู่ ร.ร.จังหวัดประจวบ
คนที่หก นางจีราพร อินทรโยธา (แตง) อยู่กระทรวงสาธารณสุข กทม.
ส่วนผู้เล่านั้นเป็นลูกคนที่แปดของพ่อล้อม ชื่อนางสงวน ไกรเชนทร์ เกิดปี พ.ศ. 2473 ( ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ) แต่งงาน มีลูกหนึ่งคนเป็นผู้ชาย ชื่อนายอรุณ ไกรเชนทร์ ต่อมาได้เลิกกับสามี จึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุลไกรเชนทร์เหมือนเดิม นายอรุณ ไกรเชนทร์ นั้น ได้แต่งงาน กับนางอารี กลมกล่อม และได้มีลูกด้วยกัน 2 คน ชื่อนายรัชพล ไกรเชนทร์ และนายสกลกิจ ไกรเชนทร์ ส่วนลูกพ่อล้อมคนที่สิบเอ็ด ชื่อนายประจวบ ไกรเชนทร์ ( ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ) ได้แต่งงานกับนางวิสุทธ และมีลูกด้วยกัน 4 คน
คนแรก นายบรรจง ไกรเชนทร์ (โต) แต่งงานกับ นางธนพร ไกรเชนทร์ มีลูกด้วยกัน 3 คน อยู่จังหวัดชัยภูมิ
คนที่สอง นายธนภัทร ไกรเชนทร์ (ฏัก) ทำธุรกิจส่วนตัว
คนที่สาม นายชิดวงศ์ ไกรเชนทร์ (เต้) ทำธุรกิจส่วนตัว
คนที่สี่ นายคณธร ไกรเชนทร์ ( ดั้ม) (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)
คนที่ห้า น.ส.ปาริชาติ ไกรเชนทร์ (ตุ้มต่อม)
Like · · Follow Post · · April 29 at 11:00am


  •    บันทึกนี้ได้กล่าวถึงพ่อของนายล้อม ไกรเชนทร์ ว่ามาจากคลองยัน ซึ่งตรงกันกับผู้ให้กำเนิดตระกูลไกรสินธุ์ แต่ผู้บันทึกมิได้บอกว่าชื่ออะไร ส่วนแม่ของนายล้อมนั้นมาจากไชยา แต่ก็ไม่ได้บอกว่าชื่ออะไรอีก ซึ่งถ้าหากเรารู้ชื่อของบุคคลทั้ง ๒ นี้ เราอาจจะทราบถึงการเกี่ยวพันทางสายเลือดของทั้ง ๔ ตระกูล...แต่บันทึกนี้ก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ทำให้เราแน่ใจว่า ตระกูลไกรเชนทร์และไกรสินธุ์ เกี่ยวพันกันทางสายเลือดจริงๆ













































































































































































วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กุณฑล ไกรสินธุ์ เล่าเรื่องโปยุทธ ไกรสินธุ์





โปเล่าไว้เมื่อวัยชรา.


ตอนที่ ๑



......."โปหมดสงสัยแล้วสุกเขียวเหอ"... โปกล่าวย้ำกับฉันหลายครั้งหลายหน เมื่อแรกฉันฉงนว่าโปหมายความว่าอย่างไร โดยมากโปจะเป็นคนพูดแต่น้อย ท่านจะเป็นฝ่ายรับฟังมากกว่า ถ้อยคำแต่ละคำของโปเมื่อเก็บมาใคร่ครวญจะเป็นคติเตือนใจเสมอ
...."พ่อทวดของโปมาจากบ้านน้ำหัก"... โปเล่าให้ฉันฟัง ฉันอดถามไม่ได้ว่าบ้านน้ำหักอยู่ทางไหน โปบอกว่า..."พ้นบางครามไปก็เป็นคลองยัน พ้นคลองยันแล้วก็เป็นกุกเหนือ กุกใต้ ถัดจากนั้นก็เป็นน้ำหัก"...โปกล่าวต่อว่าที่คลองยันน้ำเชี่ยวจริงยืนไม่อยู่ ฉันตื่นเต้นไปพร้อมๆกับกลัวน้ำเชี่ยว เพราะที่คลองเหวียดยามเดือนสิบสองน้ำนองและในคลองน้ำไหลเชี่ยว แต่นึกว่าคงไม่เท่าคลองยันที่โปว่า
....."เมื่อโปยังกล้าอยู่ โปนึกว่าจะไปให้ถึงน้ำหักสักทีแต่ไปไม่ถึง" ฉันนึกในใจว่าบ้านน้ำหักนีมันคงไกลและไปยากโปจึงไปไม่ถึง
...."โปขี่ช้างไป พอไปถึงบางครามก็นอนค้างคืน รุ่งเช้าไปต่อ ไปได้เคียงกุก ก็ได้เรียน ได้ลังสาดเต็มหลังช้าง หมดแรงไปเลยหลบเหวียด"...ฉันสงสัยว่าโปคงจะมีญาติหรือคนรู้จักอยู่ที่บางครามและกุกจึงได้เรียนและลังสาดมากมายจนเต็มกูบช้าง
...."ที่นั้นเขาไม่หวง เพราะทั้งเรียนทั้งลังสาดมันขึ้นเองในป่า เต็มไปหมด คนก็ไม่มาก พวกลิงค่างก็กินไม่หมด เรียนหล่นเต็มโคน ไปเก็บเอาได้เลย พวกลังสาดสัตว์ป่าไม่เหลียวแลเพราะมันเปรี้ยว"....
ฉันยังจำกลิ่นเรียนกวนจากบางครามติดปลายจมูกอยู่เสมอ มันหอมหวนรัญจวนใจเสียจริง เขากวนแล้วห่อด้วยดกหมากแห้ง มัดหัวมัดท้ายด้วยตอกไม้ไผ่หรือตอกหวาย เมื่อยังไม่ได้แก้เชือกมัดจะมีกลิ่นจางๆ คำแรกที่ส่งเข้าปากเหมือนได้ลิ้มรสอาหารทิพย์........

ตอนที่ ๒ ลุงหลวงบวชเณรโปเป็นเด็กวัด.

......"ลุงหลวงเป็นกำพร้าตั้งแต่ยังเล็กอาศัยแม่"... โปยุดของสุกเขียวเล่าต่อ
...จริงๆแล้ว ชื่อสุกเขียวเป็นชื่อที่โปเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใช้เรียกฉัน ท่านผู้อื่นไม่ว่าย่า พ่อแม่และคนทั่วไปเขาจะไม่เรียกฉันว่าสุกเขียว ชื่อยุดซึ่งเป็นชื่อของโปเป็นภาษาเสวียดมีความหมายในภาษากลางว่ายึด แต่ทางการเขียนผิดเป็นยุทธซึ่งแปลว่าการรบ อันทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด

..."โป...ลุงหลวงคือทวดรุ่งหมันเปลา?"...โปว่า..."หมันแหละ...ลุงหลวงพอรุ่นบาวก็บวชเณรที่วัดตูใหญ่ พ่อกับแม่ของลุงหลวงตายตั้งแต่โปยังไม่เกิด บ้านอยู่ที่ดอนบ้านเก่า นาหลุมช้างข้างต้นปาบ แม่ของโปบวชให้ โปไปเป็นเด็กวัดเดินชั้นตามหลัง"... ฉันนอนฟังเงียบๆ ไม่ถามอะไร โปว่าต่อ...

..."พอครบกลายพระ ลุงหลวงไปกลายพระที่บ้านดอน ลุงหลวงกลับมาบอกแม่ว่าจะไปเรียนหนังสือที่บางกอก ไปเรือสำเภา แม่ให้ปี้ลุงหลวงไปห้าบาท"... ถึงตอนนี้ฉันนึกออกแล้วว่าเหตุไฉนทวดรุ่งท่านจึงรักเมตตาโปมากๆเมื่อคราวโปพาฉันไปเยี่ยมทวดเมื่อทวดอายุใกล้จะครบร้อยปีแล้ว
...."ลุงหลวงไปจากเหวียดแล้ว โปก็ไม่ได้ข่าวคราว สมัยนั้นการเดินทางไปมามันลำบาก พอครบบวชโปก็ได้บวชและหัดเขียนอ่านหนังสือ"...ฉันถามโพล่งขึ้นว่า...
...."อาจารย์ของโปชื่อพรือ?"
...."โปบวชพระที่วัดตูใหญ่ กับอาจารย์ในธรรม เรียนกอข้ออยู่หลายปีหวาตี้อ่านออกเขียนได้ นอกแต่นี้โปยังได้วิชชาหาเหมิ้นและนั่งกุฎิ"...

.....โปรดติดตามตอนหาเหมิ้นและนั่งกุฏิต่อไป

ตอนที่ ๓ วิชชาหาเหมิ้นและนั่งกุฎิ

..."เหวียดในคราวนั้นหมู่บ้านมีอยู่ห่างๆ ไม่กี่บ้าน"...พอโปกล่าวจบ ฉันขัดจังหวะนิดหนึ่งว่า ฉันจำโคลงหมู่บ้านในเหวียดของพ่อเฒ่าได้ โปถามว่าเจ้ารบมันว่าพรือ?...
..."บ้านพาน เศร้าศร้อย ศรีน้อย การจัด .....บ้านเหวียด คนตาย ชายวัด ลักควาย
บ้านกลาง ดอกทอง นกร้อง ขี้คร้าน"... ฉันท่องจบ โปว่าจริงของเจ้ารบ แล้วโปก็เล่าต่อ
..."วัดตูใหญ่เมื่อครั้งโปบวชพระมาก ท่านเหล็ก ก็เป็นศิษย์อาจารย์ในธรรม"...ฉันจำเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของอาจารย์ในธรรมที่โปเล่ารอบก่อนได้แต่ก็อยากฟังอีกจึงถามโปว่าอาจารย์ในธรรมมีอภินิหารไหรบ้าง?
..."คราวหนึ่ง พวกโมยมันบังอาจเข้าไปลักของวัดในเวลากลางคืน เอาของใส่เฌอสองหนวย หาบด้วยแหรก มันหาบตั้งแต่หัวค่ำ ทีแรกมันจะออกตูวา พ้นเตะมาหีดมันเลี้ยวขวา ไปทางเปรว ตัดป่าพร้าวไปฝ่ายตก วกบ่อเสียด เลี้ยวขวาไปทางเท่ เดินอยู่พันนี้ทั้งคืน ออกจากวัดไม่ถูก สุดท้ายเอาของมาวางไว้หน้าเตะอาจารย์ แล้วหนีไป"...
ฉันทึ่งในอภินิหารและแช่งพวกหัวโขมยในใจ แล้วขอให้โปเล่าต่อ
..."เพื่อนพระที่บวชอยู่ก่อนก็มีพี่เชน รุ่นเดียวก็เจ้าชุ่ม เจ้าชื่นและอีกหลายคน"
..."โปตาเชน คือตาเชนพ่อครูชม ครูชิน เสมียนเพชร หรือเปล่า"...
..."นั่นแหละ! พี่เชนตอนหลังสึกมา เป็นนายช่างทำเรือนหลังนี้ที่เรานอนอยู่นี่แหละ"...ทีนี้ฉันถึงบางอ้อ
..."พรรษาแรกโปชอบในทางสักเสกเลขยันต์"...ทีนี้ฉันหูผึ่งแพราะฉันก็ชอบเหมือนกัน ไม่ชอบได้อย่างไรในช่วงเวลาของฉัน เสวียดได้ชื่อว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เขาพูดกันว่า..."ที่เหวียดเวลานั้นเสียงปืนคือเสียงดนตรี"...ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยต้องหาเครื่องยึดเหนี่ยวไว้บ้าง
..."โปเลือกสักยันต์วิชชาหาเหมิ้น"...ฉันใคร่รู้วิชชาหาเหมิ้นเป็นฉันใด โปไม่ทันเล่าย่าตอบเสียก่อน
..."วันก่อนที่อสูรฝ่ายตกมันร้องท้า โปมึงหาเหมิ้นจับ ตัวสั้นโครม ๆ คว้าหอกใต้ดานม้า ถอดกลอนประตูเรือน ดีว่าย่าครุบทัน"...ทีนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าหาเหมิ้นคือยันต์แกล้วกล้าอยู่ยงคงกระพัน เสวียดในยุคของโปยังไม่มีปืน การต่อสู้ใช้มีดใช้พร้าใช้ขวาน ความกล้าหาญและหนังเหนียวเป็นของจำเป็นในการต่อสู้ระยะประชิด
..."อาจารย์ของโปท่านเก่ง พรรษาเรียกใครเรียนผูก พรรษาสองให้เรียนแก้"...
...."โปเล่าต่อ"...
..."ท่านเรียกว่านั่งกุฎิ"...
..."ก่อนที่อาจารย์จะให้ลูกศิษย์ไปนั่งกุฏิ ต้องเรียนบทเวทย์มนต์คาถาให้ได้คล่องเสียก่อน เรียกว่าท่องเจ็ดตำนานกันจนขึ้นใจ ทีนี้กุฏิที่ว่าคือ สถานที่ชั่วคราวปลูกสร้างง่ายๆ บ้างมุงจาก มุงทางพร้าว แต่อยู่ใกล้ๆกับเปรว ให้อยู่กุฏิละองค์ ไปนั่งภาวนาในเวลากลางคืนทบทวนวิชชาที่อาจารย์สอนและทำสมาธิ บางคนวิชชาไม่แก่กล้าถึงกับเป็นบ้าเป็นบอก็มี แต่ถ้าใครปฏิบัติได้ตลอดพรรษา ไม่ถูกผีสางนางไม้เล่นงาน ถือว่ามีจิตใจมั่นคง ใช้แก้วิชชาที่อาจารย์ผูกไว้ให้ก่อนหน้านี้ได้ทุกวิชชา"...
...."โปมาก" ... ฉันรำพึงในใจ โปมากเรียนวิชชาเล่นกับภูติผิ ท่านคงไม่ได้ผ่านวิชานั่งกุฎิกระมัง จึงต้องมาหาโปยุดช่วยอยู่บ่อยๆ.....


ตอนที่ ๔ ไม้กวาดเรียวสน

......"พอพระปรกสวดญัติจบ อาจารย์ในธรรมจะเรียกพระใหม่เข้ามาแค่แล้วบอกกรรมฐานหรือฐานของกรรม ท่านว่าอนุโลมก่อน เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ แล้วตามด้วยปฏิโลมว่า ตโจ ทันตา นขา โลมา เกศา ให้พระใหม่ว่าตามให้ครบสามจบ หลังแต่นั้นท่านบอกว่ากิจของสงฆ์มีสามอย่างจำให้ดี เดินบาตร กวาดวัด ปัจเวก"...
อาจารย์ของโปพูดเข้าใจง่ายและใช้คำที่พอฟังจบก็จำได้เลยโดยไม่ต้องท่อง แต่ปัจเวก ฉันไม่ค่อยแจ้ง จึงถามโปว่ามันเป็นพันพรือ?
..."ปัดรับ ปัดส่งไง"...โปขยายความต่อ
..."ตามหลักของศาสนาพุทธ กำหนดให้พระภิกษุเป็นผู้ขอ หมายความว่าพระมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยการขอปัจจัยสี่จากชาวบ้านในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ได้จากการเดินบาตร เสนาสนะที่อยู่อาศัย สบงจีวรสังฆาฏินุ่งห่มและคิลานปัจจัยยารักษาโรค ล้วนแล้วแต่มาจากการบริจาคทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อจะรับสิ่งเหล่านี้จะต้องทำการพิจารณาเสียก่อนเรียกว่าปัดรับ บทคาถาคือ...ยถาปัจจยัง ปวัตเมตัง วิหารรัง ธาตุมัตตเวตัง.......พอใช้เสร็จก็ต้องพิจรณาอีกเรียกว่าปัดส่งมีบทคาถาเหมือนกัน เป็นพระขาดหลักการอันนี้ไม่ได้"...
ไม่เสียทีที่โปเป็นศิษย์อาจารย์ในธรรม ฉันฟังโปแล้วเข้าใจง่ายจริงๆ
...."เวลาพระเดินบาตรจะต้องท่องคาถาปัจจเวกหมวดอาหารไปด้วย ไม่ใช่เดินดุ่มๆ หรือเดินเหว้ยเดินวา ก่อนฉันข้าวต้องปัดรับ ฉันเสร็จปัดส่งแล้วให้พรด้วบคาถาบท...ยถา วริวหา..." ฉันพยายามทำตามคำโปว่าทุกอย่างตอนฉันบวชเป็นพระ โปเห็นฉันตั้งใจฟังจึงเล่าต่อ
...."พรรษาสุดท้ายในชีวิตพระของโป เขาป่าวประกาศให้ไปช่วยกันบูรณะฟื้นฟูพระบรมธาตุไชยา เหตุมาจากปลียอดพระธาตุที่ทำด้วยทองคำถูกโมยลัก ท่านเจ้าคุณเอี่ยมเป็นแม่งานใหญ่ ทั้งพระทั้งราวาสไปช่วยกันมาก โปฉันเช้าแล้วก็เดินไป สมัยนั้นจากเหวียดไปเชยาเดินไปทางบ้านศรีน้อย ผ่านบ่อเร่ราชา ไปออกปากช่อง"... ถึงตอนนี้ฉันแทรกขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะฉันฝังใจบ่อเร่ราชา เพราะทุกครั้งที่ฉันผ่านสถานที่แห่งนี้ฉันกลัวเสือเป็นที่สุด ด้วยแม่เคยเล่าให้ฟังว่าที่ตรงนี้เสือขบท่านหวินแขนเกือบขาด ท่านหวินเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีน้อย แม่ของฉันเป็นชาวบ้านศรีน้อย ต่อจากนั้นโปเล่าต่อ...
..."พอถึงปากช่องโปแวะตัดเรียวสนหอบหนึ่ง ทุกวันเอาไปทำไม้กวาดไว้กวาดลานวัด"... ฉันโตแล้ว ที่บ้านก็ยังเห็นโปไปท่งสนตัดเรียวสนมาทำไม้กวาดสำหรับกวาดลานบ้าน เป็นเพราะสิ่งนี้กระมัง ทุกวันนี้ทุกๆเช้าที่ฉันตื่นมาฉันจะต้องกวาดลานบ้าน ตลอดออกไปนอกบ้านบนถนน ฉันระลึกในใจเสมอว่าฉันไม่เพียงกวาดใบไม้เท่านั้น ฉันกวาดขยะออกไปจากใจด้วย.......
....โปว่าไปช่วยงานวัดธาตุนี้ดี ได้รู้จักท่านครูขำ แต่เวลานั้นยังเป็นเณร...

ตอนที่ ๕ วิชชาแปด.
..."โปสิกเสียก่อนไม่ทันได้เรียนวิชชาแปด ได้แต่เบื้องต้น"...ฉันสงสัยใคร่รู้ว่าโปพูดถึงวิชชาอะไร จึงขอให้โปเล่าให้ละเอียด โปจึงขยายความว่า...
...."อาจารย์ในธรรมบอกว่าถ้าบวชหลายษาจะมีวิชชาให้เรียนเป็นลำดับ
แปดวิชชา ถ้าบวชษาสองษาเอาแต่เบื้องต้น วิปัสนาก็พอ"... ทีนี้ฉันพอเห็นราง ๆแล้ว พอจบจากไหว้พระทำวัตรทุกคราว ฉันเห็นโปนั่งขัดหมาดนิ่ง โปกำลังทำวิปัสนานั่นเอง แต่ฉันติดใจว่าวิชชาแปดของอาจารย์ในธรรมมีอะไรบ้าง ไม่ต้องถาม โปเดาใจฉันถูก จึงว่าให้ฟัง...
..."เริ่มแรกชีวิตพระ เมื่อรู้จักกรรม กรรมฐาน ต้องมีศรัทธาคือเชื่ออย่างแน่ชัดในกรรมและกฎของกรรม ไม่เชื่อไม่ได้ ทีนี้หัดทำสมาธิก่อนคือฝึกหยุดจิตตัวเองให้นิ่งคุมไว้อย่าให้ชุ่น แต่สุกเขียวเหอ! ใจคนมันเหมือนปลากลั้ง แถกไปฝ่ายโน้นที ดุกดิกไปฝ่ายนี้ที อาจารย์มีวิธีหรงให้มันตรงเรียกว่า แพ่งกสิณ ทีนี้พอคุมได้ ก็เริ่มเข้าญาณ เรียนวิชชาแรกได้คือ วิปัสนาญาณ โปได้แต่เท่านี้ วิชชาอื่นไม่ได้เรียน เพราะวิชชาวิปัสนาก็ใช้เวลาเป็นปีๆแล้ว ก็ยังไม่สำเร็จ"...ฉันคิดอยู่ในใจว่าแต่ละวิชชาของพระพุทธมันช่างยากจริง
...."อีกเจ็ดวิชชาโปไม่รู้ อาจารย์ก็ตายเสียแล้ว โปไม่รู้ตี้ไปถามใคร น่ากลัวสูญไปพร้อมอาจารย์ ใกล้ออกษาปีนั้น โปผ้าเหลืองร้อนเสียแล้ว.....



(สนิท ไกรสินธุ์ )...เพิ่งรู้ว่าพ่อบวช ๒ ษา เท่ากันกับพี่หลวงรูญ พี่รัตน์และพี่หรัส ได้คนละ ๗ วันหรือ ๑๐วัน ประมาณนั้น อาจึงเรียกพี่หลวงไม่ติดปากทั้ง ๒ คน...เจ้าฑลรู้หรือเปล่าว่าบ้านพ่อก่อนมาอยู่บ้านแม่ที่นกร้องนั้น คือบ้านหลังไหนในปัจจุบัน หรือว่าบ้านโปใจได้ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว อารู้แน่ว่าย่าคุ้มตอนแก่และตายอยู่บ้านอาเขียน คือบ้านที่เขิมและน้องไพอยู่ตอนก่อนย้ายไปกรุงเทพ



ตอนที่ ๖ จากบ้านกลางไปอยู่บ้านยางนกเกาะ
...เมื่อแต่คืนโปกับย่าพร้อมใจกันมาเข้าฝัน ท่านบอกว่าดีใจ ที่หลานคนสุดท้ายได้แต่งงาน โปสั่งว่าช่วยบอกกันว่าเมื่อรักษาแขนสองขาสองหัวหนึ่งได้แล้วให้พกหีนไว้ด้วยคือทำหูหนักอย่าหูเบาเชื่อคนง่าย คนโดยมากมันอิจฉาริษยามันจะคอยแยงให้ครอบครัวไม่ยืด ย่าบอกว่าขอให้เป็นสุขเป็นสุขต่างคนต่างให้แล้วจะได้เอง.....
ฉันตื่นขึ้นมา นึกทบทวน จำได้ว่า เมื่อโปลาสิกขาบทแล้ว ได้แต่งงานทันที โปว่าแม่จัดการไปขอเมียให้เป็นลูกสาวชาวบ้านยางนกเกาะ ฉันอดถามไม่ได้ว่าบ้านยางนกเกาะอยู่ที่ไหน
...."ก็บ้านนกร้องนี้แหละ" ย่าซึ่งเป็นชาวบ้านยางนกเกาะตอบแทน ย่าว่า
...."แต่เดิมหมู่บ้านนี้เรียกว่าบ้านยางนกเกาะ ที่ตกบ้านมียางใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง พวกนกต่างๆ นกตืง นกเฮื๊ย นกฮอม นกยูง นกยางและสารพัดนกมาเกาะเต็มไปหมด จนต้นยางใบโหรง เขาเลยตั้งชื่อบ้านนี้ว่าบ้านยางนกเกาะ ล้ามาคนเรียกเพี้ยนเป็นบ้านนกร้อง"...
...."โปดั้งเดิมอยู่บ้านกลาง แม่เป็นคนลูกมาก ลูกชายทุกคนออกเรือนไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง บ้านแม่ให้น้องสาวถัดแต่โปชื่อเขียนอยู่ต่อกับเจ้าขัน พี่ทรัพย์พี่ศีลที่ออกเรือนไปก่อนก็ไปสร้างเรือนใหม่...."
...."เมื่อแต่แรกคลองเหวียดกว้าง เรือจากท่าฉางขึ้นมาขายของได้ จากบ้านกลางมาบ้านนกร้องต้องข้ามตั้งสองคลอง"....ฉันงงเพราะทุกวันนี้ไม่เห็นมีคลอง ย่าว่า
..."พ้นวัดสีฆ้องมาหีดหนึ่ง มีย่านคลองมาจากหนองยาว หนองโพธิ์ หนองเลนเปน แล้วไหลไปลงหนองเจ้าสุด"...

โปว่า...."อีกคลองที่ลิบไปแล้ว น้ำเปลี่ยนทาง แต่แรกน้ำพุ่งมาจากบ่อกรัง ท่าจาย เปรวเคียน ฝ่ายตกดอนโพธิ์ ลงทอนคล้า ออกหนองอำเภา แล้วลงท่า"...โอ้! เป็นเช่นนี้เอง สายน้ำยังเปลี่ยนทางเดินเลย กาลเวลาเปลี่ยนไป คนหรือ! จะไม่เปลี่ยนใจ..........



(สนิท ไกรสินธุ์ )...บ้านยางนกเกาะเพิ่งได้รู้วันนี้ และ ๒คลองก็เพิ่งรู้แต่ดูเค้าหนองต่างๆและทอนคล้าก็พอเห็นเค้า...แสดงว่าโปใจย่าคุ้มเป็นเจ้าของบ้านอาขันอาเขียนมาก่อน ก็ตรงกับที่อาคิดไว้เพราะเท่าที่รู้ดานม้าที่กว้างที่สุดในเสวียดอยู่ที่บ้านนี้ สมกับคนที่มีช้างใน...ยุคนั้น
คิดไป..สุกเขียวนี่เป็นลูกชายคนที่๒ หรือลูกคนสุดท้องของพ่อยุทธแม่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะว่าลูกคนที่พ่อแม่รักมากที่สุดจะได้รับการถ่ายทอดความรู้มากกว่าลูกคนอื่นๆ หรือจะเรียกว่าพ่อแม่ชอบพูดชอบคุยกับลูกคนนี้มาก ...ไปที่หน้ากระจกบานใหญ่ หันหลังให้กระจก เอี้ยวคอดูหลังอีกที รอยป้ายมีดหม้อยังอยู่ชัดเหมือนแรกเกิดหรือเปล่า..
อยากอ่านต่อ...




ตอนที่ ๗ บิ้งขวัญ
...วันที่ฉันรอคอยวันหนึ่งมาถึงแล้ว ข้างเย็นฉันมีหน้าที่ขูดพร้าว ย่าทำ
หนมแดงหนมขาว โปไปเตรียมกล้วยอ้อย ตอเช้าโปจะทำขวัญข้าว
ดือนสามย่างเดือนสี่ ลมเย็นโชยพลิ้วต้องรวงข้าวไหวระริกเป็นริ้วคลื่น
ข้าวจวนจะสุกแล้ว นาข้าวของโปย่ามีมากหลาย แต่ละบิ้งมีลำดับการไถหว่านปักดำเป็นลำดับ ฉันจำได้ว่าเริ่มที่บิ้งขวัญ ตามมาด้วยบิ้งโพธิ์ บิ้งไพ บิ้งชายโรง บิ้งยม บิ้งม่วง บิ้งม่วงสองขา มาจบที่บิ้งข้างบ้าน การเก็บเกี่ยวก็จะไล่ลำดับเช่นกัน แต่ก่อนที่จะเริ่มเกียวโปจะต้องทำขวัญข้าวเสียก่อน ฉันเป็นผู้ช่วยโปตามไปดูอย่างใกล้ชิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น อีกประการหนึ่งฉันชอบฟังเสียงโปเวลาโปสวดหรือร่ายมนตร์ต่างๆ มันไพเราะกินใจและเข้มขลัง
แต่เช้าพอหวันขึ้น ข้าวของที่เตรียมไว้ตั้งแต่วายกไปที่บิ้งขวัญ ย่าเก็บข้าว สามเลียง เอามาวางข้างๆกอข้าวที่โปรวบไว้เก้ากอ วางถาดบายศรีใกล้ๆ ในถาดมีของบัดพลี คือหนมแดงหนมขาวหรือหนมโค ข้าวสุก กล้วย อ้อย แตงกวา ถั่ว งา และแหวน โปจุดธูปจุดเทียนนั่งประนมมือผ้าขาวม้าพาดเฉียงร่ายมนต์ทำพิธีทำขวัญข้าวบูชาพระแม่โพสพ.....

"สิบนิ้วปราหนม บังคมยอไหว้ วันนี้วันดี เป็นศรีพระยาวัน คลาดแคล้วทรทึก ทักทินยมขัน ลูกจะทำขวัญ จัดสรรของดี กล้วยอ้อยแตงกวา
ถั่วงามากมี ทุกสิ่งใส่ที่ ให้แม่มาเสวย อีกทั้งพันธุ์ไม้ ลูกแต่งเอาไว้
ให้แม่ชมเชย ชุมเห็ดชุมแสง ชมโพ่แม่เอย พันธุ์ไม้ยังเหลย ไม้หว้ากำชำ
กล้วยอ้อยพรหมคต ลูกจัดไว้หมด รับแม่ตาดำ ย่านนางโพพิศ
ด้ายแดงขาวดำ ย่านลิเพาประจำ รัดพุ่มพฤกษา ไม้ทบเป็นหลัก ทำกรอมแล้วปัก รับพระมารดา ให้แม่ชมเชย พุ่มไม้พฤกษา ลูกน้อยคร่าวถ้า มารดาดำเนิน เชิญมาเถิดนะแม่ขวัญเอย...

แม่นิลพูสี มาตุลีเทวา ทั้งแม่เหล็กกล้า แม่ไพสาลี ปลาหลาดนำหน้า เมื่อแม่เสด็จมา นางนกคู้ลา มาจากคีรี ข้าวเหนียวข้าวจ้าว สิ่งละเม็ดด้วยดี
องค์พระมาตุลี นำแม่ข้ามา มาเอาขวัญข้าว ประสูติลูกเต้า เต็มทั้งไร่นา
มนุษย์ทั้งหลาย ได้รอดชีวา พระคุณมารดา สืบก้าวโดยตรง วันนี้ลูกยา ข้าวสุกแล้วหนา มาเชิญโฉมยง ให้แม่พูงา จากปราสาททองทรง
ชักชวนญาติวงศ์ แห่ห้อมล้อมนา นางแก้วนางทอง ทองพูนหนุนห้อง
พวงหวายลูกปลา นางขาวดำหอม ดอกยอมแมงดา ประทุมโสภา ยายออย่างดี
ช่อปริงดอกพร้าว เชิญมาเถิดเจ้า แม่นิลพูสี หน่วยเขือนางกอง นางทองรวงรี จุกเทียนหอมดี ข้าวหยีรวงดำ นางหอมประจำ ข้าวกระแจะหอมหวาน
ข้าวช่อไม้ไผ่ ไข่มดลิ้นคลาน ดาวเรืองเล่าท่าน ยังข้าวนั้นหลาย นางหงสงรส รวงงามปรากฎ หนวยแดงน่าเชย ชมข้าวย่านไทร รวงงามกะไหรเหลย เชิญแม่มาเชย ข้าวยอดพระนคร ปากนกนี้แหล้ เที่ยงแท้งามงอน รวงกองเป็นก้อน ข้าวเหลืองทองพูน ข้าวช่อไข่เป็ด กอรวงงามเสร็จ เต็มเม็ดไม่เหื้อง ข้าวโพดสาลี มีสีรุ่งเรือง นางหอมลูกปลา เชิญมาให้สิ้น ข้าวเทพมหาชัย มาแล้วแม่อย่าไป เชิญมาแม่มา มาชมให้สบาย ฤทัยชื่นบาน เชิญมาอย่านาน เลยท่านทั้งปวง...

โอ้แม่โพสพ ลูกเรียกมาจบ แต่ภูเขาหลวง เชิญมาอยู่เล็ด เสด็จมาอยู่รวง รับเอาบวงสรวง ที่ลูกบูชา ขวัญอยู่ไร่นา ลูกเรียกมาไว้ อย่าแหนงเลยหนา อยู่ในไร่ในนา เชิญมาทุกตน มาสร้างกุศล ด้วยคนเถิดหนา...

โอ้แม่โพสพเจ้า อย่าละห้อยศร้อยเศร้า เชิญมาแม่มา รับเอาขวัญข้าว สารพันนานา ที่ลูกบูชา นานาหลายพันธุ์ เงินทองแก้วแหวน ผูกมือถือแขน ข้างละคู่ทำขวัญ วัวดินแมงดา กุ้งปลาหลายพันธุ์ แต่งไว้ครบครัน ให้แม่ชมเชย เชยแล้วอย่าจาก บรรดามามาก รับเอาสังเวย แม่อย่าละเลย แม่อย่าไปไกล ปูผ้ารองรับ ขวัญแม่งามสรรพ มารับเครื่องสังเหวย ให้สำหราญใจ อัญเชิญขวัญแม่ เร่งมาไวไว แม่อย่าตกใจ แก่หนูหมูกวาง แก่สัตว์ต่างๆ แรดช้างในไพร วัวควายใดใด ขวัญแม่อย่าหน่าย แก่ฝูงมนุษย์ เรือนหักคลังทรุด ขวัญแม่อย่าหยุด อย่าตกเชิงกอน ขวัญแม่อย่าออน ขวัญแม่อย่านอน ที่ห้วยเหวผา เชิญมาเถิดนะขวัญแม่เอย".........



ตอนที่ ๘ ปลดชนักติดหลัง.

..."โปปลดชนักเมื่อตอนก่อนบวช"...วันหนึ่งโปบอกฉันไปพร้อมๆกับควั่นเชือกล่ามควาย เชือกล่ามควายของโปทำด้วยหวายผิวแข็งผ่าซีก โดยมากโปจะควั่นสามทบก็เหนียวพอล่ามควายได้แล้ว รับรองไม่มีขาด แต่ที่โปพูดฉันไม่เข้าใจ เคยได้ยินเหมือนกันคนเขาพูดว่ากันว่ามีชนักติดหลัง มีชนักติดหลัง แต่ไม่เข้าใจว่าเขาแปลว่าไหร? จึงบอกว่ามันเป็นพันพรือ!
...โปว่า "เมื่อก่อนตอนบาวๆโปแลช้าง มึงเคยเห็นมั๊ย ที่คอช้างมีเชือกถักเส้นหนึ่ง?"...ฉันรีบตอบเลยว่าเคยเห็น ในชีวิตฉันกลัวช้างเป็นที่สุดแต่ก็อยากเข้าแค่เข้าใกล้แต่ก็ไม่กล้า เห็นใครนั่งบนคอช้างชมเขาอยู่ในใจว่าเก่งจริงๆ โปจึงเฉลยต่อไปว่า...
"เชือกถักสำหรับคล้องคอช้างนั่นแหละที่เขาเรียกว่าชนัก ชนักไม่ใช่เชือกธรรมดา มันเปรียบเสมือนสายร้อยรัดรึงตรึงจิตใจคนกับช้างไว้ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีหน้าที่เป็นทาสซึ่งกันและกัน เป็นสัญญาใจ ที่ต่างฝ่ายต่างจะต้องกตัญญูต่อกัน ยามเมื่อสายชนักคล้องคอช้างคนอยู่บนหลัง ไม่ว่าคนจะให้ช้างไปไหน ไปทำงานหนักหรือไปรบ ข้างหน้าจะเป็นแม่น้ำหุบเหวหรือกองไฟ ถ้าควาญบอกว่าไป ช้างจะไม่มีวันปฏิเสธ แม้ว่าจะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตก็ตาม ดังนั้นเมื่อคนหรือควาญลงจากคอช้าง ปลดสายชนักออกจากคอช้าง ควาญก็จะต้องสวมชนักนั้นคล้องคอไขว้หลังไว้และหน้าที่ก็จะกลับกัน ถึงตานี้คนก็จะต้องประพฤติตนเป็นทาสของช้างบ้าง มีหน้าที่หาหญ้าหาน้ำให้ช้างกิน ให้ที่หลับที่นอนให้สุขสบาย เห็นมั๊ยเลี้ยงช้างไม่ใช่ของง่าย..." ถึงตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าที่โปปลดชนักแล้วไม่กลับไปอีกมันเป็นอย่างไร แต่โปก็ยังเก็บของที่ระลึกสิ่งหนึ่งไว้พอให้ฉันได้เห็นร่องรอย นั่นคือหอก! ไม่ใช่ไอ้หอก! แต่เป็นหอกสำหรับเลี้ยงช้างจริงๆ โปว่าไม่มีช้างเมื่อคิดสร้างเรือนก็ต้องอาศัยช้างของเพื่อน ฉันถามโปว่า...
"โปอาศัยช้างใครทำเรือนหลังนี้?"......

(สนิท ไกรสินธุ์)... อยากรู้เหมือนกันว่าได้ช้างใครลากไม้มาจากดง...จะรออ่านต่อ



ตอนที่ ๙ ปลูกสร้างเรือนต้องทำให้ชับ.

......ฉันเรียนจบว่างงานอยู่หลายเดือน เพลงมหาลัยมหาหลอกของคาราบาว
กำลังดัง เนื้อหาและลีลาการร้องที่คร่ำครวญของนายแอ๊ด มันเสียดแทงใจเหลือเกิน...เขาว่า มหาลัยมหาหลอก เด็กชายบ้านนอกเด็กหญิงบ้านนา ร่ำเรียนรู้ในวิชา แต่จบออกมายังไม่มีงานทำ... ย่ำจนเท้าเป็นตุ่มตาปลา รองเท้าบาจายังหมดความทนทาน สอบพอได้ สัมภาษณ์ไม่ผ่าน ฉันหัวปานกลางเขาเอาแต่หัวดีดีฯลฯ....แต่ฉันก็ไม่หมดความพยายาม และแล้วฉันก็สอบเป็นข้าราชการจนได้ แต่เวลาก็ล่วงไปถึงวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 ฉันจึงได้เป็นข้าราชการตามที่ย่าและโปได้สั่งไว้ ช่วงปีใหม่ทางการหยุดหลายวันฉันหลบบ้านไปหาโปหาย่า หลังกินข้าวค่ำกับน้ำพริกฝีมือย่า โปกล่าวขึ้นมาลอยๆ
..."ปลูกสร้างเรือนต้องทำให้ชับ ตั้งต้นชีวิตต้องคิดสร้างบ้าน"...
ย่ากล่าวย้ำและสอนไปในตัวด้วยว่า
..."ได้เงินเดือนอย่าใช้หมด เก็บเป็นไม้ดานเดือนละแผ่น ไม่นานพอทำบ้านทำเรือน"...สองประโยคนี้คือประโยคทองที่ฉันจำไม่มีวันลืมและไม่เคยบอกใครแม้แต่เมียและลูก คืนนั้นฉันจึงถามโปว่า ...
...."เรือนหลังนี้สร้างเมื่อไหร? "...
..."ทำยังไม่ทันเสร็จ 2-3 ปี ได้ก็เกิดสงคราม" ฉันครุ่นคิดในใจ สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิด พ.ศ.2488 โปสร้างบ้านเมื่อ พ. ศ. 2485 ผ่านมาตั้ง 40 ปีแล้ว บ้านโปบ้านย่ายังชับหรือแข็งแรงเหมือนเดิม พูดถึงบ้านหลังนี้ ฉันรับประกันว่าในตำบลเสวียดในช่วงเวลานั้นไม่เป็นสองรองใคร ไม่ว่าขนาดที่ได้มาตรฐานและความมั่นคงแข็งแรง โปว่า...
..."ไม้เสาไม้เครื่องสมัยนั้นโปไปเอามาจากแถวหนองแช่แจว ทางไปเกาะบาล
ได้แรงเจ้ามาก เจ้ามี และทองมาช่วยกันหา ไม้เสาเลือกเอาแต่ไม้เคี่ยมต้นใหญ่ต้นตรงไม่คด ไม้เครื่อง จำพวกรอด ขื่อ ดั้ง พรึง แนง คาน ก็เคี่ยมเหมือนกัน เว้นแต่ดานพื้นเอาไม้ม่วง ดานฝาก็เคี่ยม" ฉันอดถามไม่ได้ว่าโปใช้เวลาเตรียมไม้กี่ปี ย่าฟังอยู่ ย่าตอบแทนว่า...
...."สิบหวาปี หนุ่ยเหอ! บ้านแต่แรกอยู่ฝ่ายออกหลังนี้ แต่ก่อนไม่มีเบื้องหลังหนู้มุงจาก หวาตี้ได้ปลูกหลังนี้ ลูกเต็มสาวเต็มบาวกันมั่งแล้ว" ฉันถามย่าว่าใครช่วยลากไม้ให้ ย่าว่า.....
..."เณรคุ้มกับทอง"..."ย่าเณรค้มคือตาคุ้มผัวยายขอมแม่ป้าหอมหมันเปลา"
ฉันถามด้วยระลึกความทรงจำขึ้นมาอย่างกระทันหันด้วยตาคุ้มกับยายขอมตายไปตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก ฉันจำช้างศาลของตาคุ้มได้ มันชือสมบูรณ์ ตัวมันใหญ่และดุร้ายมาก โปเคยบอกว่าสมบูรณืมันเคยใช้งาของมันแทงคนตาย โปว่าช้างอายุยืนพอๆกับคน ตอนนั้นสมบูรณ์อายุเจ็ดแปดสิบปีได้ ย่าตอบฉันว่า...
..."หมันและ! สมบูรณ์ของเณรคุ้มกับกวมของทองช่วยลากเสาเรือนมาจากห้วยยอหนองแช่แจว"...



มาถึงวันที่ฉันเขียนบันทึกนี้ พ.ศ.2553 กำลังจะสิ้น ฉันเกษียณการทำงานแล้ว โปและย่าจากไปก็หลายปี เรือนของโปของย่าตกไปถึงชั้นแหลนแล้วตัวเรือนก็ยังชับ ธรรมเนียมอันหนึ่งของตำบลเสวียดคือเมื่อตายจะต้องไว้ศพที่บนเรือน ไม่เอาไปไว้วัด การปลูกเรือนจึงต้องทำให้ชับ ด้วยเมื่อมีงานทั้งพระทั้งคนที่มาฟังสวดเมื่อเจ้าเรือนตาย นับเป็นร้อยคน ถ้าเรือนไม่ชับ ท่านคิดดู เรือนอาจพังได้! มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะลืมแต่ลืมไม่ลง เป็นเรื่องของนักปฏิวัติ หัวสมัย เปลี่ยนแปลงธรรมเนียมประเพณีของชนพื้นเมืองดั้งเดิม โดยไปจัดงานศพย่าที่วัดตูใหญ่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที ผ่านไปหลายปีแล้ว ไม่เห็นมีใครเอาอย่างทำตาม ฉันได้ยินแต่คนนินทา ฉันไม่ว่าอะไรใคร แต่นึกในใจเป็นนักปฏิวัติหัวสมัยไม่ฟังใครก็เป็นอย่างนี้แหละ!......

(สนิท ไกรสินธุ์) เคยจำกวมได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ท่าโรงช้าง เป็นช้างหระ คงหมายถึงมีแผลตามตัวเพราะถูกคนเลี้ยงลงโทษหลายแห่งเช่นที่หัวหูคอ เข้าใจว่าน้าคุ้มเป็นเจ้าของ ...ที่ว่ากวมเป็นของทอง คืออาทองผัวอาเนื่อมนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็คงเพราะมันดุร้ายจนต้องให้หรือขายให้น้าคุ้มเอาไปเลี้ยงให้เชื่อง จำได้ว่าพวกเราเด็กๆกลัวกวมมาก คิดแต่วิ่งหนีไม่มีใครเข้าไปใกล้มัน

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การนับลำดับญาติ

มีหลายๆ คนมักจะเข้าใจว่า "โหลน" เป็นคำใช้เรียกลำดับญาติซึ่งหมายถึงลูกของเหลน

แต่อันที่จริงแล้ว คำว่า "โหลน" ไม่มีที่ใช้และไม่มีความหมายอะไร แต่คำนี้ปรากฏในบทเพลงปลุกใจเพลงหนึ่ง เนื้อร้องมีว่า "...ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพสุธาอาศัย" ข้อความดังกล่าวทำให้เข้าใจได้ว่า โหลน น่าจะเป็นลูกของเหลน

วันนี้จึงขอเสนอคำที่ใช้เรียกวงศาคณาญาติ เพื่อให้เข้าใจถึงลำดับญาติ ดังนี้


เชียด หรือเทียด..................... เป็นพ่อหรือแม่ของชวดหรือทวด

ชวด หรือทวด........................ เป็นพ่อหรือแม่ของปู่ย่าตายาย

ปู่กับย่า ................................เป็น พ่อกับแม่ของพ่อ

ตากับยาย ..............................เป็นพ่อกับแม่ของแม่

พ่อกับแม่ .............................เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก

ลูก .....................................ผู้มีกำเนิดจากพ่อแม่

หลาน ..................................เป็นลูกของลูก

เหลน................................... เป็นลูกของหลานที่เป็นลูกของลูก

ลื่อ..................................... เป็นลูกของเหลน

ลืบ ....................................เป็นลูกของลื่อ

ลืด ...................................เป็นลูกของลืบ

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ย่าชู

ในเอกสารนี้ได้บันทึกไว้ว่า ปู่ใจมีภรรยา ๓ คนคือย่าช่วย ย่าคุ้ม และย่าชู
ย่าช่วย มีรายละเอียดที่ได้รับมาไม่มาก
ย่าคุ้ม มีรายละเอียดมากที่สุดเพราะย่าคุ้มมีลูกหลายคนและส่วนมากอยู่ในตำบลเสวียดจึงรวบรวมละเอียดได้ง่าย
ย่าชู ไม่มีรายละเอียดเลย

หากญาติพี่น้องคนใดที่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับปู่ใจ และย่าชูโปรดบอกผู้รวบรวมด้วย

ขอแนะนำ เรวดี ไกรสินธุ์

คุณเรวดี ไกรสินธุ์ เขียนมาว่า.....

"ดิฉันชื่อ นางสาวเรวดี ไกรสินธุ์ เป็นลูกของ พ่อมงคล ไกรสินธุ์ กับ แม่ปราณี ไกรสินธุ์
พ่อมงคล เป็นลูกของ นายล้อม ไกรสินธุ์ และ นางเบี้ยว ไกรสินธุ์ บ้านอยู่ที่ ต. เสวียด
ดิฉันมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน คือ 1. นายมนตรี ไกรสินธุ์
2. นางมีศรี อินทวิเศษ (แต่งงานแล้ว) อยู่ที่ ต. ปากฉลุย
3. นายเมธี ไกรสินธุ์
4. นางราตรี ชูศรี (แต่งงานแล้ว) อยู่ ต. เสวียด
5. นายสิงหา ไกรสินธุ์
6. นางสาวเรวดี ไกรสินธุ์ เรียนจบ ม.ราม คณะบริหาร สาขา การเงินและการธนาคาร ทำงานออฟฟิศที่ กทม.
7. นางสาวจีระนันท์ ไกรสินธุ์ เรียนจบ ม.ราม คณะ นิติศาสตร์ กำลังเรียนต่อ เนติบัญฑิต
พ่อมงคล มี พี่น้องทั้งหมด 3 คน คือ 1. นายมงคล ไกรสินธุ์

2. นายโกมล ไกรสินธุ์ (เสียชีวิตแล้ว)
3. นายโกเมน ไกรสินธุ์"

ผมขอถามทุกคนในเครือญาติไกรสินธุ์ของเราว่า ปู่ของคุณเรวดีที่ชื่อล้อม ไกรสินธุ์นั้น มีพ่อและแม่ชื่ออะไรบ้าง และ เกี่ยวข้องกับ "ขุนไกร" ซึ่งเป็นต้นตระกูลของเราอย่างไร หากใครทราบกรุณาส่งอีเมลมาให้ผมได้ทราบด้วย

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

โกเมน ลูกคนที่ ๘ ของปู่รุ่ง ได้ตายเสียแล้ว

โกเมน ศรเกษตริน ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้ายของปู่รุ่งที่เหลืออยู่ได้ตายไปในปี ๒๕๕๒ ไม่ทราบวันและเดือนที่แน่นอน อายุราว ๘๕ ปี ผู้บันทึกได้ไปเยี่ยมที่บ้าน แต่ได้ทราบข่าวการตายของลุงโกเมนจาก ยมนา ลิมังกูร ลูกสาวของป้ามณี ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านดั้งเดิมของปู่รุ่ง